ผู้ตรวจการแผ่นดิน จัดสัมมนา “ทิศทางตรวจสอบรัฐยุคใหม่” ลั่นข้อเสนอแนะต้องปฏิบัติได้จริง และทำให้ประชาชนเห็นความเปลี่ยนแปลง ด้าน “ปกรณ์” เผยรัฐบาลกำลังเร่งปฏิรูปกฎหมายและระบบราชการ ใน 4 ปี
วันที่ 23 ก.ค. เวลา 09.00 น. ที่โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน จัดประชุมสัมมนาวิชาการประจำปี พ.ศ. 2569 ภายใต้แนวคิด “กลไกการตรวจสอบหน้าที่ของรัฐ กุญแจสู่การสร้างธรรมาภิบาลอย่างยั่งยืน” โดยมีคณะผู้บริหาร ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ องค์กรอิสระ หน่วยงานภาคี นักวิชาการจำนวนมาก เข้าร่วม แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์การทำงาน เพื่อยกระดับการบริการภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ ประชาชนเข้าถึงง่าย แก้ปัญหาได้รวดเร็ว และป้องกันไม่ให้เกิดความเดือดร้อนซ้ำ
นายทรงศัก สายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวว่า ที่ผ่านมา สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินให้ความสำคัญกับการทำงานเชิงรุกป้องกันปัญหา เป็นคนกลางประสานความเข้าใจระหว่างประชาชนกับหน่วยงานของรัฐในการใช้อำนาจตามกฎหมาย เสนอแนะแนวทางแก้ไขที่ต้นเหตุอย่างเป็นระบบครอบคลุมทุกมิติเพื่อยกระดับการบริหารราชการแผ่นดินและสร้างประโยชน์สุขให้แก่ประชาชนอย่างยั่งยืน เป้าหมายของการตรวจสอบไม่ใช่การจับผิดหรือตำหนิหน่วยงานของรัฐ แต่คือการช่วยกันทำให้การบริหารราชการและการบริการประชาชนดีขึ้น ต้องให้ข้อเสนอแนะนำไปปฏิบัติได้จริง ลดความเหลื่อมล้ำ และทำให้ประชาชนเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับชีวิตของตนเอง
“เป้าหมายของการตรวจสอบไม่ใช่การจับผิดหรือตำหนิหน่วยงานของรัฐ แต่คือการช่วยกันทำให้การบริหารราชการและการบริการประชาชนดีขึ้น ต้องให้ข้อเสนอแนะนำไปปฏิบัติได้จริง ลดความเหลื่อมล้ำ และทำให้ประชาชนเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับชีวิตของตนเอง” นายทรงศัก กล่าว
ด้าน นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึง การยกระดับมาตรฐานทางกฎหมายเพื่อความโปร่งใสที่ยั่งยืน ว่า องค์กรผู้ใช้อำนาจอธิปไตยทั้งหมด รวมทั้งองค์กรอิสระล้วนมีเป้าหมายเดียว คือ การตรวจสอบถ่วงดุล เป็นการทำให้การทำงานของแต่ละฝ่ายเกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน การออกกฎหมายให้มีความโปร่งใสอย่างยั่งยืน ต้องมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ถือเป็นการตรวจสอบก่อนร่างกฎหมาย ไม่ใช่ข้างบนเคาะลงมาอย่างไรก็ออกกฎหมายตามนั้น และเมื่อใช้กฎหมายไปแล้วระยะเวลาหนึ่ง ก็ต้องมีกระบวนการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายว่าบรรลุวัตถุประสงค์หรือไม่
นายปกรณ์ กล่าวอีกว่า การผลักดันความโปร่งใสของกฎหมายนั้น ประเทศไทยกำลังดำเนินการอยู่ แต่ปัญหาที่สำคัญไม่ใช่การเขียนกฎหมาย แต่คือทำอย่างไรให้กฎหมายเปลี่ยนพฤติกรรมของคนได้ ยอมรับกฎหมายอย่างแท้จริง ซึ่งต้องเริ่มต้นจากครอบครัว และต้องสร้างทัศนคติที่ดีให้เกิดขึ้นในสังคม จึงจะเป็นการแก้ที่ต้นเหตุ ขณะเดียวกันก็มีการปฏิรูปกฎหมายและราชการโดยนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเป็นฐานข้อมูล รวมถึงตรวจจับการกระทำผิดจากดิจิทัลฟุตพรินต์ ตนจึงเน้นในเรื่องการปฏิรูปราชการ เพราะเป็นทางเดียวที่จะทำให้ประเทศเดินต่อไปได้ ไม่ใช่แค่ลดการใช้จ่าย แต่เป็นการสร้างความโปร่งใสขึ้นในระบบราชการ จำเป็นต้องทำให้เกิดขึ้นในประเทศนี้ให้ได้ในระยะเวลาที่กำหนด เหตุที่ต้องเร่งทำเพราะรัฐบาลมีวาระแค่ 4 ปี ซึ่งตนไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เมื่อมาอยู่ในจุดที่สามารถผลักดันได้ ตนจะทำให้ดีที่สุด
ด้าน พล.ต.อ.สรายุทธ สงวนโภคัย ผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวถึง “ผลสัมฤทธิ์ของข้อเสนอแนะ” ต้องวัดจากการเปลี่ยนแปลงที่ประชาชนสัมผัสได้ บรรยายพิเศษในหัวข้อ “ผลสัมฤทธิ์ของข้อเสนอแนะโดยผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน” โดยถ่ายทอดแนวคิดและประสบการณ์การปฏิบัติหน้าที่ในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ผ่านกระบวนการค้นหาข้อเท็จจริงจากการลงพื้นที่ รับฟังความคิดเห็นของทุกภาคส่วน และตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบด้าน ก่อนนำมาวิเคราะห์และจัดทำข้อเสนอแนะบนพื้นฐานของกฎหมาย หลักวิชาการ และข้อเท็จจริง เพื่อให้หน่วยงานของรัฐนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม
พล.ต.อ.สรายุทธ กล่าวต่อว่า ผลสัมฤทธิ์ของข้อเสนอแนะไม่ได้วัดจากจำนวนคำวินิจฉัยหรือจำนวนข้อเสนอแนะที่จัดทำขึ้น แต่วัดจากการที่ข้อเสนอแนะได้รับการนำไปปฏิบัติ จนเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ประชาชนสัมผัสได้จริง ทั้งในด้านการแก้ไขปัญหา การยกระดับคุณภาพการให้บริการของภาครัฐ การบริหารราชการที่โปร่งใส มีประสิทธิภาพ และการคืนความเป็นธรรมให้แก่ประชาชน
พร้อมเน้นย้ำว่า การสร้างผลสัมฤทธิ์ของข้อเสนอแนะไม่ใช่ภารกิจของผู้ตรวจการแผ่นดินเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกกระทรวง ทบวง กรม หน่วยงานของรัฐ องค์กรอิสระ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และทุกภาคส่วน ในการร่วมกันขับเคลื่อนข้อเสนอแนะไปสู่การปฏิบัติ เพื่อยกระดับการบริหารราชการแผ่นดินและสร้างประโยชน์สุขให้แก่ประชาชนอย่างยั่งยืน
พล.ต.อ.สรายุทธ ยังกล่าวทิ้งท้ายว่า “ข้อเสนอแนะไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการทำงาน แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะเกิดคุณค่าอย่างแท้จริงเมื่อได้รับการนำไปปฏิบัติ จนประชาชนได้รับการแก้ไขปัญหาและความเป็นธรรมกลับคืนมา”
เสนอยกระดับการทำงาน
ด้าน นายสุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ ผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวว่า จากประสบการณ์การทำงานทั้งฝ่ายบริหารและการลงพื้นที่ พบว่าความไม่เป็นธรรมที่ประชาชนเผชิญจำนวนมากไม่ได้เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีสาเหตุจากข้อจำกัดของกฎหมาย ระเบียบปฏิบัติ การสื่อสารของรัฐ และแนวคิดการทำงานที่ยึดแนวปฏิบัติเดิมมากกว่าความเดือดร้อนของประชาชน ส่งผลให้เกิดช่องว่างที่อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและการรับรู้ต่อความเป็นธรรมของระบบราชการ พร้อมเสนอแนวทางยกระดับการทำงาน 3 ประการ ได้แก่
1. การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และฐานข้อมูลมาวิเคราะห์แนวโน้มเรื่องร้องเรียน เพื่อค้นหาปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำในหลายพื้นที่ ผู้ตรวจการแผ่นดินจะสามารถหยิบยกประเด็นเหล่านั้นขึ้นพิจารณาสู่การตรวจสอบเชิงระบบ
2. การแสวงหาข้อเท็จจริงโดยยึดหลัก “รัฐศาสตร์” ควบคู่กับ “นิติศาสตร์” พิจารณาทั้งเจตนารมณ์ของกฎหมายและความเดือดร้อนของประชาชน พร้อมส่งเสริมการไกล่เกลี่ย ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเป็นธรรม
3. การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน โดยเชื่อมโยงการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ศูนย์ดำรงธรรม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันข้อเสนอแนะของผู้ตรวจการแผ่นดินไปสู่การปฏิบัติและแก้ไขปัญหาของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม
“ความเป็นธรรมภาครัฐไม่ใช่เรื่องนามธรรม แต่คือการที่ประชาชนได้รับการปฏิบัติอย่างมีศักดิ์ศรี เท่าเทียม โปร่งใส และได้รับความช่วยเหลือเมื่อเข้ามาติดต่อหน่วยงานของรัฐ ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงต้องเป็นองค์กรกลางที่ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย เป็นที่พึ่งของประชาชนเมื่อไม่ได้รับความเป็นธรรม และเชื่อมทุกฝ่ายให้ร่วมกันคลี่คลายปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ” นายสุจินต์ กล่าว