“สว.เปรมศักดิ์” ซัดมติปลดประธาน กสทช. ส่อไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตั้งคำถามประชุมลับ 4 ปีผ่านไปทำไมเพิ่งกลับมติ ถามแรงเด็กเล่นขายของหรือไม่เตือนรัฐอย่านำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ หากยังมีข้อพิพาท
วันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ที่รัฐสภา นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) เทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา แถลงกรณีคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีมติ 4 ต่อ 0 ว่า นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. มีลักษณะต้องห้ามและต้องพ้นจากตำแหน่ง โดยตั้งข้อสังเกตว่า กระบวนการดังกล่าวอาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย และอาจสร้างผลกระทบร้ายแรงต่อระบบบริหารราชการและความเชื่อมั่นของประเทศ
นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายศุภวิชญ์ อยุทธ์ อาชีพทนายความได้ยื่นเรื่องต่อ กมธ.เทคโนโลยีสารสนเทศฯ ขอให้ตรวจสอบการดำเนินการของคณะกรรมการสรรหา กสทช. แต่กมธ.ยังไม่ได้หยิบยกเรื่องดังกล่าวขึ้นพิจารณา เนื่องจากต้องรอผลการประชุมของคณะกรรมการสรรหาก่อน โดย นายนิเวศ พันธ์เจริญวรกุล ประธานคณะกรรมาธิการไอซีที ได้นัดประชุมในวันที่ 23 กรกฎาคม ก่อนจะมีมติ 4 ต่อ 0 ว่า นพ.สรณ ขาดคุณสมบัติและต้องพ้นจากตำแหน่ง แต่มาทราบอีกทีว่าการประชุมในวันนี้ได้เลื่อนออกไปอีก
นพ.เปรมศักดิ์ ระบุว่า ตนจึงตัดสินใจออกมาแถลงข่าว เพื่อสะท้อนข้อเท็จจริงอีกด้านต่อสังคม เพราะมองว่ากระบวนการดังกล่าวมีข้อพิรุธหลายประการ โดยเฉพาะการที่ นพ.สรณ ปฏิบัติหน้าที่มาแล้วกว่า 4 ปี และเหลือวาระอีกประมาณ 2 ปี แต่กลับมีการเรียกประชุมคณะกรรมการสรรหาอย่างเร่งด่วน เพื่อกลับมติเดิมที่เคยมีเมื่อ 4 ปีก่อน และกรรมการสรรหาที่เคยลงมติเห็นชอบเสนอชื่อ นพ.สรณ ให้วุฒิสภาเมื่อ 4 ปีก่อน กลับเปลี่ยนจุดยืนในการประชุมครั้งล่าสุด ทั้งที่เป็นบุคคลชุดเดิม จึงทำให้เกิดคำถามถึงเหตุผลของการกลับมติในครั้งนี้
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่ององค์ประชุมที่เห็นว่าอาจไม่ถูกต้อง เนื่องจากตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งเคยร่วมประชุมเมื่อ 4 ปีก่อน ได้พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว แต่ในการประชุมครั้งล่าสุด นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. คนปัจจุบัน ซึ่งไม่เคยมีส่วนร่วมในการลงมติครั้งแรก กลับเข้าร่วมประชุมและลงคะแนนไม่เห็นชอบให้ นพ.สรณ ดำรงตำแหน่งต่อ
นพ.เปรมศักดิ์ มองว่า การนำบุคคลใหม่เข้ามาลงมติแทนผู้ดำรงตำแหน่งเดิม อาจทำให้มติดังกล่าวขาดความชอบธรรม หากไม่นับผู้ว่าการ ธปท. คนปัจจุบัน จำนวนผู้ร่วมลงมติจะเหลือเพียง 3 คน ซึ่งไม่ถึงกึ่งหนึ่งขององค์ประชุม 7 คน จึงขอตั้งคำถามว่าการประชุมดังกล่าวจะถือว่าชอบด้วยกฎหมายได้อย่างไร
“ต้องถามกันตรงๆ ว่า เหตุใดจึงต้องให้ผู้ว่าการ ธปท. คนใหม่เข้าร่วมประชุม ทั้งที่ไม่เคยเป็นผู้ร่วมพิจารณาเมื่อ 4 ปีก่อน เมื่อองค์ประชุมอาจไม่ครบ แล้วจะถือว่ามติดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายได้อย่างไร”
รองประธาน กมธ.เทคโนโลยีสารสนเทศฯกล่าวด้วยว่า แม้ที่ผ่านมา ตนจะเคยวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ กสทช. ว่ามีความขัดแย้งภายในอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่คิดว่าปัญหาจะบานปลายจนถึงขั้นเรียกคณะกรรมการสรรหาชุดเดิมกลับมาประชุมอีกครั้ง เพื่อมีมติปลดประธาน กสทช. จึงขอตั้งคำถามว่า การดำเนินการลักษณะนี้เหมาะสมหรือไม่ เหมือนเด็กเล่นขายของ" นพ.เปรมศักดิ์กล่าว
สว.เปรมศักดิ์ ยังแสดงความกังวลว่า หากมติดังกล่าวมีผลบังคับใช้ อาจก่อให้เกิดผลกระทบในวงกว้าง ทั้งการสร้างบรรทัดฐานใหม่ที่เปิดช่องให้องค์กรอิสระสามารถเรียกคณะกรรมการสรรหากลับมาปลดผู้ดำรงตำแหน่งได้ทุกเมื่อ หากเกิดความขัดแย้งภายใน จะทำให้ระบบบริหารราชการแผ่นดินขาดเสถียรภาพและความแน่นอนทางกฎหมาย และยังอาจกระทบต่อการดำเนินงานของ กสทช. ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการลงนามประกาศ การอนุมัติงบประมาณ การแต่งตั้งบุคคล รวมถึงกรณีการควบรวมกิจการ True-DTAC ซึ่งอาจนำไปสู่ข้อโต้แย้งทางกฎหมาย หากมีการตีความว่ามติปลดมีผลย้อนหลัง
นพ.เปรมศักดิ์ ยังกล่าวถึงกระแสข่าวที่อาจมีการเสนอเรื่องดังกล่าวให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นำขึ้นทูลเกล้าฯ โดยขอเรียกร้องให้รัฐบาลใช้ความรอบคอบอย่างยิ่ง เพราะหากกระบวนการยังมีข้อโต้แย้งทางกฎหมายและข้อสงสัยเรื่องความชอบธรรม การดำเนินการต่ออาจก่อให้เกิดผลเสียในวงกว้าง
ท้ายที่สุด นพ.เปรมศักดิ์ เห็นว่า สิ่งที่เกิดขึ้นถูกมองว่าเป็นความพยายามใช้กระบวนการนอกระบบเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งภายใน กสทช. ซึ่งอาจขัดต่อหลักกฎหมายและแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จึงเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเร่งยุติปัญหาด้วยการยึดหลักนิติธรรมและความถูกต้องตามกฎหมายโดยเร็วที่สุด