“ภคมน” รับหนังสือสื่อมวลชนร้องถูกฟ้อง SLAPPs หลังตรวจสอบโครงการรัฐ กมธ.พัฒนาการเมือง สส. ผนึก สว. รุมจวกนายกฯ-ภูมิใจไทย ขู่ฟ้อง “ยิ่งชีพ” iLaw หวั่น กม.ต่อต้านฟ้องปิดปากถูกทำหมันก่อนเข้าสภาฯ


วันที่ 23 กรกฎาคม 2569 คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร นำโดย น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธาน กมธ. รับหนังสือจาก น.ส.พรทิพย์ โม่งใหญ่ บรรณาธิการข่าวสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่ง กรณีถูกฟ้อง SLAPPs (การฟ้องปิดปาก) สืบเนื่องจากทีมข่าวลงพื้นที่ติดตามโครงการรัฐ ที่อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี เป็นโครงการดำเนินการตามระเบียบของกระทรวงมหาดไทย 

โดยระบุว่าทีมข่าวพบความผิดปกติในการดำเนินการ ต่อมาได้รับการคุกคามจากโทรศัพท์ปริศนา และมีรถขับติดตาม ก่อนจะถูกฟ้องหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา วันนี้จึงร้องขอ กมธ. ส่งผู้สังเกตการณ์ไปติดตามคดีที่เกิดขึ้น และการยื่นหนังสือให้ กมธ. เพราะเป็นการต่อสู้ครั้งสุดท้าย เนื่องจากอีกไม่กี่วันจะถูกพ้นสภาพเป็นสื่อมวลชน จึงอยากทำหน้าที่ครั้งสุดท้ายส่งไม้ต่อให้กับ กมธ. เข้าไปดำเนินการปกป้องสิทธิประชาชนในการแสดงออก การมีส่วนร่วมในการตรวจสอบโครงการของรัฐ และเป็นการปกป้องสิทธิของประชาชนในพื้นที่ที่ขณะนี้ถูกฟ้องเช่นกัน เพื่อเป็นไปตามหลักการสิทธิมนุษยชนที่ให้สิทธิ์พลเมืองสามารถมีส่วนร่วมในการตรวจสอบโครงการรัฐได้ตามรัฐธรรมนูญ

ด้าน น.ส.ภคมน กล่าวว่า ตนขอเป็นกำลังใจให้สื่อมวลชนทำหน้าที่บนหลักการอย่างตรงไปตรงมา แต่กำลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ ได้รวบรวมกรณีสื่อมวลชนและประชาชนถูกฟ้องในตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา หลังมีรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล มีการฟ้องประชาชนและฟ้องปิดปากสื่อมวลชน ซึ่ง กมธ. จะรวบรวมทำเป็นวาระการพิจารณา พร้อมจะเชิญหน่วยงานมาให้ข้อมูล ยืนยันว่าการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนในการเปิดเผยความจริง เป็นจรรยาบรรณพื้นฐานที่สื่อมวลชนควรทำได้ จึงอยากเรียกร้องให้พิสูจน์ข้อเท็จจริงแทนการฟ้องปิดปากผู้อื่น เพราะการฟ้องไม่สามารถทำให้ความจริงเปลี่ยนแปลงไปได้ และทาง กมธ. จะลงพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี พร้อมจะดูแลในกรณีนี้ด้วย

ขณะที่ นายอนุสรณ์ แก้ววิเชียร  สส.นนทบุรี พรรคประชาชน ในฐานะผู้ผลักดันร่างกฎหมายแก้ไขกฎหมายการฟ้องปิดปาก (Strategic Lawsuit Against Public Participation: SLAPP) ตามประมวลกฎหมายอาญา, ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อ.), ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ กฎหมายทั้ง  4 ฉบับนี้ ผ่านการรับฟังความคิดเห็นแล้ว ตอนนี้รอประธานรัฐสภาบรรจุวาระการประชุม แต่ไม่กี่วันที่ผ่านมาเห็นว่าท่าทีของนายอนุทิน ของพรรคภูมิใจไทย มีท่าทีฟ้อง นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ หรือ เป๋า ผู้อำนวยการและผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ iLaw (ไอลอว์) ตนขอทวงถามนายกรัฐมนตรีและประธานรัฐสภา ว่า กฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปากที่พรรคประชาชนจะเข้าสู่วาระการประชุมของสภาฯ เมื่อไหร่ 

ขณะเดียวกัน น.ส.พรทิพย์ ยังได้ยื่นหนังสือต่อ นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา โดย นายนรเศรษฐ์ ระบุว่า กมธ. ได้รับเรื่องร้องเรียนแบบนี้จนชินชา นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศ คือการใช้กฎหมายปิดปากคนที่ออกมาพูดถึงประโยชน์สาธารณะ หลายกรณีที่ กมธ. ของวุฒิสภาได้ดำเนินเรื่องฟ้อง SLAPPs มาโดยตลอด ตั้งแต่หลังเลือกตั้งเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ฟ้องภาคประชาชนที่ตรวจสอบการทำงาน หลังจากนั้นมีอีกหลายกรณีที่ใช้กฎหมายฟ้องคนที่ออกมาตรวจสอบเพื่อประโยชน์สาธารณะ ทำให้ต้องเงียบเสียงลง ส่วนการตรวจสอบของสื่อมวลชนเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ในกรณีมีการข่มขู่ผ่านแชต ทาง กมธ. ยินดีรับเรื่องนี้เข้ามาพิจารณาและสืบหาข้อเท็จจริง โดยมองว่าต้องดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจัง ส่วนกรณีการขู่ฟ้อง นายยิ่งชีพ ที่ออกมาเปิดเผยการตรวจสอบคดีฮั้ว สว. ถูกขู่ฟ้องจากพรรคภูมิใจไทย เห็นได้ชัดว่าการตรวจสอบคนที่อยู่ในอำนาจเป็นไปได้ยาก รวมถึงการตรวจสอบองค์กรอิสระทำได้ยากเช่นกัน ส่งผลให้คนที่ไม่สามารถที่จะรับภาระค่าใช้จ่ายและทางกฎหมายได้

จากนั้น นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สว. กล่าวว่า ท่าทีของกระบวนการยุติธรรมของศาลมีท่าทีชัดเจนแล้วในคดีฟ้องปิดปาก ที่มีคำแนะนำจากประธานศาลฎีการะบุชัดในเรื่องการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตมิชอบ ศาลมีอำนาจในการที่จะไต่สวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อ.) มาตรา 161/1 เพื่อตรวจสอบและสั่งยกฟ้องตั้งแต่ชั้นตรวจฟ้อง กรณีนี้เป็นการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนเชิงสืบสวน เป็นการทำงานสร้างเสริมสังคม ประชาธิปไตย ทำเพื่อผลประโยชน์ของสาธารณะ และการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชนคือการเข้าไปหาข้อมูล แต่มีการติดตามและการข่มขู่จากการทำงาน มองว่าเรื่องนี้ปล่อยเฉยไม่ได้ จะส่งผลกระทบต่อสื่อมวลชนและสาธารณชนทั่วไปด้วย เป็นการสร้างความหวาดกลัวทำให้เกิดการเซ็นเซอร์ตัวเอง ผลร้ายที่สุดตกอยู่ที่สาธารณชน เช่นกรณีที่พรรคภูมิใจไทยออกมาขู่ฟ้อง นายยิ่งชีพ ทั้งที่เปิดเผยข้อมูลที่รวบรวมเป็นระบบ เรื่องเหล่านี้สามารถเปิดเผยต่อสาธารณชนได้ ขออย่าสร้างความหวาดกลัวอย่าใช้กระบวนการยุติธรรมมาเป็นเครื่องมือในการปิดปากประชาชนและสื่อมวลชน.