“อนุทิน” นั่งประธาน คตท. ยกระดับต้านทุจริต ไม่สนโพลวัดความรู้สึก บอกชอบก็ว่าไม่โกง ไม่ชอบก็ว่าโกง ขอยึดหลักฐานเชื่อถือได้ ยกตัวอย่างโกงสอบ ตั้งตรวจสอบหลายชุด เชื่อไม่มีใครวิ่งเต้นคดีได้ 


วันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุม คณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต (คตท.) ครั้งที่ 1 ว่า ในเวทีนานาชาติ เราได้รับความเชื่อมั่น และเป็นที่ไว้วางใจ หัวใจของการปฏิรูปไม่ใช่แค่เพียงการป้องกันการทุจริต แต่เป็นการยึดมั่นในหลักนิติธรรม ความโปร่งใสความรับผิดชอบและการตรวจสอบได้ว่าระบบยังมีช่องว่าง ซึ่งเราต้องยอมรับว่าระบบมีช่องว่าง ไม่ใช่ความล้มเหลว แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูป เป้าหมายของรัฐบาลจึงไม่ใช่แค่เพียงการเพิ่มคะแนน หรือการจัดลำดับให้ดีขึ้น ซึ่งลำดับนี้เป็นลำดับที่เป็นความรู้สึกของประชาชน แต่ตนไม่นับ เพราะถ้าไปถามคนที่ไม่ชอบรัฐบาล ก็บอกว่าโกง แต่ถ้าไปถามคนที่ชอบรัฐบาล ก็บอกว่าไม่โกง หาสาระอะไรไม่ได้ หาหลักฐาน หาการอ้างอิงไม่ได้ เราต้องยึดถือการอ้างอิง และหลักฐานประกอบ เพื่อที่เราจะได้ทำให้เป้าหมายของเราถูกต้อง การที่เราไปถามความรู้สึกของประชาชนทั้งในและนอกประเทศ ต่อการคอร์รัปชัน และมีผลออกมาว่าไม่ดีระดับลดลงไป ในอีกทางหนึ่งคือทำให้ภาพพจน์ของประเทศเสียหาย เราต้องมาเน้นในเรื่องของการ ป้องกันปราบปรามการดำเนินคดีอย่างเข้มงวดอย่างที่สุด ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลทำมาโดยตลอด เราประกาศตัวเรื่องแก้คอร์รัปชันในทุกรูปแบบ การค้ายาเสพติด การปราบปรามสแกมเมอร์ ปราบปรามการค้ามนุษย์ การปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายต่างๆ การฟอกเงิน ซึ่งได้มีการยึดทรัพย์มากมาย สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้รายงานมาโดยตลอด ว่าในช่วงที่รัฐบาลนี้เข้ามา ได้มีการยึดทรัพย์ผู้กระทำผิดกฎหมาย ไปแล้ว ถึง 40,000 ล้านบาท สิ่งที่จับต้องได้มีหลักฐานอย่างชัดเจนมีสำนักงาน ป.ป.ช. คตง. ผู้ตรวจการแผ่นดิน สำนักงาน ป.ป.ท. คอยเป็นผู้ที่ดำเนินการสอบสวนสืบสวน แจ้งความดำเนินคดี และลงโทษผู้กระทำผิด ประเทศไทยของเราถือว่ามีหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านนี้มากมาย 


นายอนุทิน ยังยกตัวอย่างถึงการโกงสอบข้าราชการท้องถิ่น คนก็บอกว่าให้ว่ากรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ซึ่งเป็นผู้เกี่ยวข้องสืบสวนสอบสวนเอง เท่ากับเป็นการให้จำเลยมาสอบสวนตัวเองนั้นไม่ใช่ เพราะมีหน่วยงานที่เริ่มทำมาอยู่แล้วอย่างเช่น ป.ป.ช. ปปง. ป.ป.ท. และขณะนี้ก็มีคณะกรรมการที่ตนได้แต่งตั้ง โดยมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้สืบสวนสอบสวน ขยายผล และประสานงานกับทุกหน่วยงาน เพื่อทำให้การปราบปรามการดำเนินคดีและการดำเนินการต่อการทุจริตเช่นนี้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ยิ่งตอนนี้ต้องยิ่งแข่งกันทำ ตนเชื่อว่าไม่มีหน่วยงานไหน หรือคนที่จะวิ่งเต้นคดี ไม่สามารถที่จะไปทำเช่นนั้นได้ เพราะมีหน่วยงานคู่ขนานที่ทำงานกันอย่างเต็มที่ ซึ่งก็แสดงให้เห็นเจตนารมณ์อย่างชัดเจนของรัฐบาล ในการเข้าไปสร้างระบบ สร้างความน่าเชื่อถือ รวมถึงการป้องกันและปราบปรามการทุจริตทุกรูปแบบ และเราก็มีคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริตชุดนี้ ซึ่งหวังว่าและขอความร่วมมือ ให้คณะกรรมการชุดนี้เป็นกลไกหลักในการเชื่อมโยง ประสานงานทั้งภาครัฐและเอกชน และภาคประชาสังคม ภาควิชาการ ทำงานบนฐานข้อมูลเดียวกัน มีเป้าหมายเดียวกัน ในการปรับปรุงและผลักดันกฎหมายกฎระเบียบ กระบวนการและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี เพื่อลดการใช้ดุลยพินิจเพื่อความโปร่งใส และยกระดับการต่อต้านการทุจริต จากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าสู่การป้องกันเชิงระบบ อย่างยั่งยืน 


นายกรัฐมนตรี ระบุอีกว่า รัฐบาลชุดนี้พร้อมให้การสนับสนุนคณะกรรมการชุดนี้อย่างเต็มที่ และขอให้ทุกหน่วยงานร่วมกันทำงานด้วยความมุ่งมั่น กล้าปรับเปลี่ยนกล้าปฏิรูป และร่วมการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับภาครัฐไทย เพื่อให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีธรรมาภิบาลโปร่งใส และได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชน และนักลงทุนจากนานาประเทศ ตนยินดีมากที่ได้ทำงานร่วมกับทุกคน ในการต่อต้านการทุจริต ในชุดนี้ และร่วมกับหน่วยงานที่ท่านสังกัดรับผิดชอบ พร้อมให้การสนับสนุนท่านอย่างเต็มที่