“วีระยุทธ” อัดยับรัฐบาลทำงานไม่เป็น เกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปรับแล้วปรับอีก ติงเกณฑ์ถือครองที่ดิน-หนี้สินเกษตรกร ไม่ดูข้อเท็จจริง ทำงานข้อมูลสะเปะสะปะ ขาดความเห็นอกเห็นใจประชาชน


วันที่ 22 กรกฎาคม 2569 นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงข่าวต่อข้อกังวลในการปรับหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หลังรัฐบาลได้มีปรับหลักเกณฑ์ใหม่หลายครั้ง เพราะว่าเกิดปัญหาในการรับสิทธิของประชาชน โดยนายวีระยุทธ กล่าวว่า ปัญหาหลักเกณฑ์ใหม่ในบัตรคนจนนี้และดาต้าเซ็นเตอร์ ไม่เห็นหัวประชาชน โดยเฉพาะบัตรสวัสดิการแห่งรัฐความวุ่นวายที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ปัญหาของกระทรวงการคลัง แต่เป็นปัญหาของคณะรัฐมนตรีที่ทำงานไม่เป็นทั้งคณะ เพราะว่าเรื่องนี้ผ่านเข้าสู่มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เป็นการตัดสินใจร่วมกันรวมถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมที่ไม่ได้เข้าไปดูถึงรายละเอียดรถยนต์และรถจักรยานยนต์ รวมไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ก็ไม่ได้ไปดูในเรื่องของรายละเอียดของคนพิการ กลุ่มคนเปราะบาง ซึ่งครั้งนี้เป็นการปรับเกณฑ์ใหม่ครั้งที่ 2 แล้ว และเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาก็พบปัญหาสิทธิการลดหย่อนภาษี ที่พ่อแม่มีลูกทำประกันชีวิตไม่ได้รับสิทธิสวัสดิการและครั้งนี้ก็เจอปัญหาครั้งใหม่และมั่วกว่าเดิม 

นายวีระยุทธ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตนขอส่งเสียงแทนเกษตรกร เพราะหลักเกณฑ์ 2 เงื่อนไข คือ การถือครองที่ดินที่ต้องไม่เกิน 10 ไร่ แต่รัฐบาลไม่มีการตรวจสอบข้อมูลกับทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขณะที่ค่าเฉลี่ยการถือครองที่ดินของเกษตรกรไทยอยู่ที่ 17 ไร่ 60% ของเกษตรกรถือที่ดินเกิน 10 ไร่ ซึ่งหากเป็นแบบนี้จะนับว่าเป็นการพ้นเกณฑ์ความยากจนหรือไม่ จะต้องไปดูข้อมูล ยกตัวอย่าง เกษตรกรที่ถือครองที่ดินเกิน 10 ไร่ปลูกข้าวหอมมะลิ ในปีที่แล้วมีผลตอบแทนสุทธิ 1,300 บาทต่อไร่ หรือ ปีละ 13,000 บาทเท่านั้น แต่หากใช้เกณฑ์นี้ก็จะตกเกณฑ์ไป และยังไม่นับผลผลิตข้าวประเภทอื่นที่ขาดทุนด้วยซ้ำ

และอีกหลักเกณฑ์คือการพิจารณา ต้องมีหนี้สินวงเงินไม่เกิน 1 แสนบาท แต่ความจริงแล้วเกษตรกรมีหนี้สินที่หักหนี้เกษตรไปแล้วพบว่าค่าเฉลี่ยเกษตรกรเป็นหนี้สิน 1.2 แสนบาทต่อคน ถ้ามีการตั้งเกณฑ์ที่แข็งขนาดนี้ จะทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่ในประเทศไม่สามารถเข้าเกณฑ์คนจนได้ ทางพรรคจึงเสนอขอให้มีการปรับแก้ไขหลักเกณฑ์นี้ โดยขอให้ใช้ข้อมูลหลายส่วนรวมกัน ซึ่งขณะนี้กระทรวงการคลังใช้ข้อมูลแบบสะเปะสะปะ กระจัดกระจาย ขออย่าใช้เกณฑ์ข้อเดียวในการตัดออกให้พิจารณา หลายประเด็นแบบถั่วเฉลี่ย เช่น เกณฑ์รถยนต์ ที่ดินต้องพิจารณารวมกัน บางคนมีหนี้เยอะ รายได้ไม่มี เพราะรายได้ขึ้นอยู่กับราคาผลผลิตในแต่ละปี

ขณะที่นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า การปรับเกณฑ์ใหม่เป็นการสะท้อนปัญหาของรัฐบาลที่มีข้อมูลไม่รอบด้าน และไม่รอบคอบ ซึ่งหลักเกณฑ์ในปัจจุบันมีปัญหา ส่วนใหญ่เกิดปัญหาจากข้อมูลของราชการและหน่วยงานรัฐและทางแก้ที่รัฐบาลเสนอต่อประชาชนก็ไม่สามารถตอบโจทย์ ไม่สามารถแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชนได้ ที่สำคัญเกณฑ์ที่รัฐบาลใช้แข็งไป ไม่แม่นยำไม่เข้าใจวิถีชีวิตของประชาชน และแผนสำหรับคนที่กู้ไม่ผ่านเกณฑ์ที่จะให้เข้าโครงการไทยช่วยไทย 60/40 นั้น คำถามที่ประชาชนส่งถึงรัฐบาลคือ ถ้าหากเป็นผู้เดือดร้อนจริง โครงการไทยช่วยไทยจะสามารถช่วยได้จริงหรือทั้งที่เหลือเวลา 2 เดือน โดยกลุ่มคนจนนี้แทบจะไม่มีเงินเอามาจ่ายในสัดส่วน 40% 

นายสิทธิพล กล่าวว่า ในส่วนเรื่องการอุทธรณ์วันนี้รัฐบาลขยายเวลาอุทธรณ์ และตั้ง One stop Service ทั้งหมดว่าการพิสูจน์สิทธินั้นเป็นการผลักภาระให้กับประชาชน พรรคประชาชนเสนอให้รัฐบาลมีหน้าที่ในการพิสูจน์ความยากจนของประชาชน ไม่ใช่ให้ประชาชนที่จนอยู่แล้วต้องมานั่งอธิบายความจนของตนเอง หน่วยงานรัฐต้องบูรณาการร่วมกัน

นายวีระยุทธ กล่าวถึงโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ ว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้มีการแถลงข่าวว่า จะขออนุมัติการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ จะต้องมีแผนการบริหารจัดการน้ำและการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และจะต้องสร้างมูลค่าทางด้านเศรษฐกิจ แต่เพิ่งมีการปรับหลักเกณฑ์ใหม่เพิ่งนำเสนอขึ้นเมื่อวานนี้ แสดงให้เห็นว่าทั้ง 3 ข้อที่พูดไปดังข้างต้นไม่ได้นำมารวมในการพิจารณา มูลค่ากว่า 8 แสนกว่าล้านบาท ทำให้เกิดคำถามว่ารัฐบาลปล่อยผี หรือไม่ เพราะไม่มีการทำ รายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ไม่มีแผนในการทำการบริหารการจัดการน้ำ ไม่ได้คิดคำนึงถึงมูลค่าทางเศรษฐกิจ เพิ่งมีการตั้งทบทวนเกณฑ์ สำหรับผู้ที่ยื่นขอ บีโอไอรายใหม่ไม่รวมรายเก่า  

นายวีระยุทธ กล่าวเพิ่มเติมว่า ดังนั้นโครงการ 800,000 กว่าล้านที่ผ่านมาไม่ได้สามารถเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับท้องถิ่นได้เลย ยังพบตัวเลขขาดดุลอยู่ที่ปี 2569 ลงทุนไป 870,000 ล้านบาท พบขาดดุล 5 เดือนแรก 870,000 ล้านบาทเช่นกัน และการจ้างงานที่รัฐบาลบอกว่า การลงทุนระดับ 10,000 ล้านของโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ กลับมีการจ้างงานเพียงแค่ 100 คนเท่านั้น เพราะส่วนใหญ่เป็นอุปกรณ์เทคโนโลยีนำเข้า ตนจึงตั้งคำถามว่าคุ้มหรือไม่ ยังไม่รวมผลกระทบกับน้ำและไฟ และข้อมูลทางเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ EEC ที่มีการใช้น้ำไปแล้ว 73% เช่น ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา  ซึ่งจะเห็นได้ว่าไม่มีการวางแผนล่วงหน้า ทั้งนี้เรื่องการใช้น้ำและใช้ไฟ ส่งผลกระทบต่อความเดือดร้อนต่อชุมชน  ข้อเสนอแนะ ขอให้นำหลักเกณฑ์ทั้ง 3 ข้อนี้กลับไปใช้กับผู้ลงทุนรายเก่าอย่างเข้มข้นด้วย ที่ผ่านมารัฐบาลพูดแต่ด้านบวกไม่เคยพูดถึงด้านลบ ขอให้รัฐบาลพูดถึงผลกระทบค่านำเข้าไฟที่จะเกิดขึ้นด้วย หากดาต้าเซ็นเตอร์มีการใช้ไฟในปริมาณที่สูง จะต้องมีการผลิตไฟที่เพิ่มขึ้น มีการลงทุนโครงข่ายใหม่ ซึ่งตามหลักการแล้ว โครงการดาต้าเซ็นเตอร์จะต้องมายื่นขออนุญาตกับไทย เช่นเดียวกับหลายประเทศที่ทำกัน แต่สำหรับประเทศไทยในขณะนี้ รัฐบาลไทยดันไปขอให้เขามาลงทุนโดยให้สิทธิพิเศษต่างๆ โดยไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบ ดังนั้นปัญหาทั้ง 2 เรื่องนี้สะท้อนถึงการทำงานของคณะรัฐมนตรีที่ทำงานไม่เป็น และสะท้อนว่าไม่ได้เห็นอกเห็นใจประชาชน ที่รับผลกระทบจาก 2 เรื่อง