อุปมาอุปไมยของคำว่า ภูเขาน้ำแข็งที่โผล่พ้นน้ำออกมาเพียงยอดเดียว ไม่สามารถบอกได้ว่า ฐานของภูเขาน้ำแข็งนั้นกว้างใหญ่ไพศาลขนาดไหน อาจจะนำมาเปรียบเทียบกับข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ในคดีทุจริตครั้งมโหฬารของการสอบบรรจุข้าราชการ และพนักงานท้องถิ่นทั่วประเทศ ของ สำนักงานส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น (สถ.)

กับข้อสันนิษฐานของคดีที่เชื่อว่า ขบวนการทุจริตนี้ มีเครือข่ายพัวพันกับผู้เกี่ยวข้องมากมาย และเป็นไปอย่างกว้างขวาง ตั้งแต่ระดับล่าง ไปจนถึงระดับอธิบดี ปลัดจังหวัด นักการเมืองท้องถิ่น หรือแม้แต่คนระดับรัฐมนตรี ซึ่งเป็นมือที่มองไม่เห็น

ด้วยเหตุที่การสอบบรรจุครั้งนี้ มีผู้แสดงความสนใจมากกว่า 400,000 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้มีสิทธิสอบมากถึง 334,383 คน แต่ไปสอบจริง 213,030 คน และผ่านการสอบ ภาค ก. และ ข. แล้ว 47,208 คน ในจำนวนนี้ บรรจุไปแล้ว 3 ครั้ง หรือเท่ากับ 15,000 คน

ส่วนจำนวนเงินที่ตีราคาเรียกรับสินบนของขบวนการจัดการของนายหน้าที่ชักชวนหาลูกค้าที่อยากเป็นข้าราชการ หรืออยากเลื่อนขั้น ด้วยวิธีการออกข้อสอบ แก้ไขคำตอบในใบคำตอบ หรือเขียนกระดาษข้อสอบให้ทั้งหมด มีสนนราคาสูงถึงรายละ 300,000 - 800,000 บาท สิริรวมวงเงินตามข้อสันนิษฐาน จึงสูงถึง 4,000 - 5,000 ล้านบาท

คดีทุจริตสอบบรรจุข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่นนี้ ถูกเปิดโปงต่อสาธารณชนเมื่อปลายเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา โดยกลุ่มบุคคลสองฝ่ายที่แตกคอกัน หลังจากประกาศผลแล้ว ฝ่ายหนึ่งที่รับเงินไป ไม่สามารถบรรจุคนในบัญชีของตนได้

ในต้นเดือน ก.ค. เจ้าหน้าที่ตำรวจ และสำนักงาน ป.ป.ช. จึงตรวจสอบพบ และบุกเข้าค้นสถานที่อันเป็นแหล่งแก้ไขกระดาษคำตอบได้ที่บางเลน จ.นนทบุรี เครือข่ายใหญ่ของขบวนการทุจริตนี้

ครั้งนั้น เจ้าหน้าที่พบกลุ่มคนจำนวนหนึ่ง สวมชุดข้าราชการ กำลังแก้ไขกระดาษคำตอบ นำไปสู่การพบความผิดปกติของคะแนนสอบ 5,900 ราย และพบเส้นเงินที่เชื่อมโยงการทุจริตย้อนหลังไปนานกว่า 2 ปี

จากการขยายผลในการสืบสวนสอบสวนของสำนักงาน ป.ป.ช. กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และกระทรวงมหาดไทย ในที่สุดเจ้าหน้าที่ได้เข้าจับกุมตัวผู้ต้องหาในคดีทุจริตสอบบรรจุข้าราชการ และพนักงานส่วนท้องถิ่นได้ 3 ราย

เริ่มจาก นายวิน ธนพชรโภคิน หรือ อัศวิน โชติพนัง ที่ปรึกษาผู้อำนวยการสำนักส่งเสริม และฝึกอบรมมหาวิทยาลัยเกษตร นายวิน ยังได้รับการแต่งตั้งจากนักการเมือง และ รมว.กระทรวงสาธารณสุข นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ กระทั่งเข้าไปเป็นที่ปรึกษา และได้รับตำแหน่งต่างๆ ในหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงคมนาคมด้วย

นางศตพร ธนพชรโภคิน น้องสาว นายวิน และ จ.ส.ต.พิชิต ทั้งพรม อดีตผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์เทศบาลเมืองวิเชียร เพชรบูรณ์ รวมถึงภรรยา โดยทั้งสองร่วมกันจัดตั้ง บริษัท สามเมืองเจริญ จำกัด เพื่อดำเนินการรับบรรจุข้าราชการ และพนักงานท้องถิ่น ทั้งยังเป็นเจ้าของสถานที่ซึ่งจัดให้มีการแก้ไขคำตอบในข้อสอบที่ อ.บางเลน จ.นนทบุรีด้วย

นอกจากนี้ ยังพบการลาออกของ นายรัชพงศ์ ชูแก้ว เลขาฯ รมว.คมนาคม ขุนพลคู่ใจของ นายพิพัฒน์ รัชกิจปราการ ยื่นใบลาออกไปเงียบๆ ด้วยเกรงจะมีชื่อไปพัวพันกับคดีทุจริตนี้ด้วย

กระนั้นก็ตาม คำตอบในแฟลชไดรฟ์ต้นฉบับที่มาจาก มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) มีกี่ฉบับ ถูกแก้ไขไปกี่ครั้ง และตรงกันหรือไม่อย่างไร เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องต้องขยายผลสอบไปให้ถึง ไม่ใช่เป็นเพียงข้อสันนิษฐานว่า บุคลากรของมหาวิทยาลัยแห่งนี้เกี่ยวข้องด้วยกับการทุจริตนี้

ระหว่างขยายผลการสอบสวนออกไปทั่วประเทศ เจ้าหน้าที่ยังพบหลักฐานอีกมากมาย เช่นที่ ศูนย์สอบภาคใต้ 2 (สงขลา) ซึ่งพบว่ามีผู้เข้าสอบและตรวจสอบแล้ว 628 คน มีคะแนนปกติ 106 คน ส่วนที่มีคะแนนผิดปกติ มีมากถึง 477 คน หรือคิดเป็นสัดส่วนความผิดปกติถึง 76%

ที่ศูนย์สอบภาคใต้ 1 (นครศรีธรรมราช) มีผู้เข้าสอบและตรวจสอบแล้ว 1,046 คน มีคะแนนปกติ 252 คน และมีคะแนนผิดปกติ 775 คน คิดเป็นสัดส่วนความผิดปกติถึง 75%

ขณะที่ศูนย์สอบภาคกลาง 1 (ปทุมธานี) มีผู้เข้าสอบ 2,078 คน ตรวจสอบแล้ว 2,019 คน มีคะแนนปกติ 1,144 คน มีคะแนนผิดปกติ 874 คน คิดเป็นสัดส่วนผิดปกติ 43%

ส่วนที่ศูนย์สอบภาคกลาง 3 (นครปฐม) มีผู้เข้าสอบและตรวจสอบแล้ว 1,474 คน มีคะแนนปกติ 921 คน มีคะแนนผิดปกติ 553 คน คิดเป็นสัดส่วนผิดปกติ 37% เป็นต้น

เมื่อวันที่ 16 ก.ค. ที่ผ่านมา นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย แถลงความคืบหน้าของการตรวจสอบการทุจริตในคดีนี้ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงาน ป.ป.ช. กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานเกี่ยวข้อง ตรวจพบผู้กระทำความผิด และกลุ่มที่มีคะแนนผิดปกติ รวมทั้งสิ้น 5,814 ราย

ผู้กระทำผิดกลุ่มนี้ แบ่งเป็น 3 กลุ่มด้วยกัน ได้แก่ กลุ่มที่มีการแก้ไขกระดาษคำตอบ โดยบวกคะแนนให้ 1,713 คน, กลุ่มที่ผู้สอบได้คะแนนไม่ผ่าน แต่ถูกปรับให้ผ่านจำนวน 3,621 คน และกลุ่มที่ได้คะแนนสูงผิดปกติจนได้ลำดับต้นๆ 480 คน

นอกเหนือจากกลุ่มที่กระทำผิด และพบว่ามีคะแนนผิดปกติต้องถูกดำเนินคดี 5,814 รายแล้ว ยังมีเจ้าหน้าที่รัฐระดับอธิบดี และระดับกลางอีก 22 ราย รวมไปถึงผู้แก้ไขคะแนน และนายหน้าเรียกเก็บเงินอีก 33 คน ที่จะต้องถูกสอบสวน และดำเนินคดีด้วย

ปลัดกระทรวงมหาดไทย ร่วมกับคณะกรรมการกลางส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ประกาศอีกครั้งในวันถัดมาว่า มีการตรวจพบผู้กระทำผิด และกลุ่มที่มีคะแนนผิดปกติเพิ่มขึ้นอีก 110 คน รวมเป็น 5,924 คน

เจ้าหน้าที่สรุปตัวเลขอีกครั้งว่า มีผู้สมัครสอบทั่วประเทศทั้งสิ้น 438,277 คน แต่เข้าสอบจริง 279,949 คน ในจำนวนนี้มีผู้สอบผ่านและขึ้นบัญชี 55,753 คน มีผู้ได้บรรจุเข้ารับราชการ 14,988 คน มีผู้กระทำความผิด 5,924 คน เหลือผู้อยู่ในบัญชี 49,829 คน

ในจำนวนผู้กระทำผิดที่เพิ่มขึ้น 110 คน ยังไม่ได้ถูกจัดว่าเป็นกลุ่มใด ดังนั้นกลุ่มที่จัดไว้เดิม กล่าวคือที่สอบตกแต่ถูกปรับให้ผ่านจำนวน 3,621 คน จะต้องถูกเพิกถอนการบรรจุเป็นข้าราชการในทันทีก่อนเพื่อน ขณะเดียวกันได้สั่งการให้ตรวจนับคะแนนใหม่ทั้งหมด 400,000 คนในทั่วประเทศภายใน 15 วันด้วย

คำสั่งนี้ ทำให้บรรดานายหน้าทั้งหลายเปิดรับผู้เข้าสอบที่กลัวว่า ตนจะมีชื่อพัวพันอยู่ในการทุจริตด้วยการดึงชื่อออก โดยมีสนนราคาค่าดึงชื่อออก รายละ 300,000 - 500,000 บาท

มีคำถามว่า ถ้าฐานภูเขาน้ำแข็งใหญ่จริง จะแก้ไขได้หรือไม่ คำตอบมีอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ทั้งใน และต่างประเทศว่า แก้ไขได้ แต่มีเงื่อนไขว่า รัฐบาล และนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล จะต้องขยายขอบเขตการดำเนินคดีกับการทุจริตนี้ไปให้ถึงผู้สั่งการ ไม่ใช่หยุดอยู่แค่ผู้ปฏิบัติการ

หากจับได้เพียงนายหน้า คนคุมสนามสอบ หรือแค่เจ้าหน้าที่ระดับล่าง แต่คนวางระบบยังอยู่ดีมีสุข เครือข่ายนี้จะกลับมาทำลายท้องถิ่น และผู้คนในท้องถิ่น ครอบครัวคนในชนบทที่ส่งลูกหลานเรียนมหาวิทยาลัยในพื้นที่ แต่ลูกหลานกลับต้องเจอกับการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการ และพนักงานท้องถิ่น

ระบบการศึกษา และมหาวิทยาลัยในท้องถิ่นจะมีไว้เพื่อประโยชน์อะไร เพื่อให้คนที่อยู่ในระบบราชการ หรือในสังคมที่สูงกว่า รังแก และเอาเปรียบเช่นนั้นหรือ?

เงื่อนไขต่อมาคือ รัฐบาล และนายกฯ ต้องยอมรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการเพิกถอนผลการสอบจำนวนมาก หากกลัวไม่กล้าทำอะไร เพราะหวั่นไหวผลกระทบทางการเมือง รวมทั้งไม่เปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ความเชื่อมั่นในรัฐบาล และตัวนายกฯ จะยิ่งดิ่งลงในอีก 6 - 12 เดือนข้างหน้า

เราคาดหวังว่า คำพูดของนายกฯ อนุทิน ที่ว่า คดีนี้ จะไม่มีมวยล้มต้มคนดู และจะเอาตัวการใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังออกมาดำเนินคดีให้จงได้ จะเป็นความจริงตามนั้น