ครม. เห็นชอบถ้อยแถลงรัฐมนตรีเอเปคด้านดิจิทัลและ AI ปี 2026 ผลักดันโครงสร้างพื้นฐานทั่วถึง ยกระดับทักษะประชาชน–ความปลอดภัยไซเบอร์ พร้อมหนุนเงินทุนแก่ SMEs และสตาร์ตอัป


วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างถ้อยแถลงรัฐมนตรีเอเปคด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ ประจำปี ค.ศ. 2026 และอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมาย ร่วมรับรองร่างถ้อยแถลงดังกล่าวในการประชุมรัฐมนตรีเอเปคด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ ประจำปี ค.ศ. 2026 ระหว่างวันที่ 23–24 กรกฎาคม 2569 ณ นครเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน


รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ร่างถ้อยแถลงดังกล่าวเป็นเอกสารผลลัพธ์สำคัญของการประชุม มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ในการเสริมสร้างศักยภาพและขับเคลื่อนการเติบโตอย่างครอบคลุมและยั่งยืนของประชาคมเอเชีย–แปซิฟิก โดยกำหนดแนวทางความร่วมมือสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ การเชื่อมต่อดิจิทัล เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เพื่อการพัฒนา การมีส่วนร่วมและการยกระดับทักษะดิจิทัล การสร้างสภาพแวดล้อมดิจิทัลที่ปลอดภัย และการส่งเสริมการลงทุนเพื่อพัฒนาระบบนิเวศดิจิทัล


ด้านการเชื่อมต่อดิจิทัล สมาชิกเอเปคจะร่วมกันส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารและการประมวลผลที่มีคุณภาพ เชื่อถือได้ เชื่อมโยงกัน และมีราคาที่ประชาชนเข้าถึงได้ พร้อมลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลระหว่างพื้นที่เมืองกับชนบท และระหว่างประชากรแต่ละกลุ่ม โดยเฉพาะสตรี ชนพื้นเมือง เยาวชน ผู้สูงอายุ และคนพิการ เพื่อให้ทุกคนมีโอกาสเข้าร่วมและได้รับประโยชน์จากเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเท่าเทียม

...


สำหรับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาใช้เพื่อการพัฒนา จะมุ่งเร่งสร้างนวัตกรรม สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และแลกเปลี่ยนนโยบายและประสบการณ์ระหว่างเขตเศรษฐกิจสมาชิก รวมทั้งส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ใช้ AI เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะในด้านสาธารณสุข การศึกษา และการดูแลผู้สูงอายุ


ร่างถ้อยแถลงยังให้ความสำคัญกับการยกระดับทักษะดิจิทัลของประชาชน ผ่านการขยายโอกาสทางการศึกษา การฝึกอบรมสายอาชีพ และการแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ ตลอดจนการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ AI เพื่อเตรียมกำลังคนในภูมิภาคให้สามารถปรับตัวและใช้เทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ


ในด้านความปลอดภัย สมาชิกเอเปคตระหนักถึงความเสี่ยงจากกิจกรรมทางไซเบอร์ที่เป็นอันตราย การรั่วไหลของข้อมูล การแพร่กระจายข้อมูลบิดเบือนและข้อมูลเท็จ รวมถึงการใช้ AI สร้างเนื้อหาสังเคราะห์ที่เป็นอันตรายหรือผิดกฎหมาย จึงจะเสริมสร้างการหารือเชิงนโยบายและแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ การคุ้มครองข้อมูล ความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ตลอดจนมาตรการต่อต้านการหลอกลวงออนไลน์


รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยได้ผลักดันให้ร่างถ้อยแถลงสะท้อนประเด็นสำคัญที่ไทยให้ความสำคัญ ได้แก่ การปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ การรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการปกป้องประชาชนจากภัยออนไลน์และสร้างความเชื่อมั่นในการใช้บริการดิจิทัล


นอกจากนี้ ร่างถ้อยแถลงยังสนับสนุนให้ภาคการลงทุนและสถาบันการเงินเพิ่มการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและ AI โดยเฉพาะสำหรับวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย รวมถึงวิสาหกิจเริ่มต้น พร้อมส่งเสริมนวัตกรรม การเคารพสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา และการใช้ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สอย่างเหมาะสม เพื่อสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่เข้มแข็งและเปิดกว้าง


“ความร่วมมือภายใต้เอเปคครั้งนี้จะช่วยให้ประเทศไทยแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และแนวปฏิบัติที่เป็นประโยชน์กับเขตเศรษฐกิจสมาชิก พร้อมต่อยอดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ยกระดับทักษะประชาชน เพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการ และสร้างสภาพแวดล้อมออนไลน์ที่ปลอดภัย รัฐบาลมุ่งนำ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ควบคู่กับการสร้างประโยชน์และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้แก่ประชาชนอย่างทั่วถึง” นางสาวลลิดา กล่าว


ทั้งนี้ ร่างถ้อยแถลงดังกล่าวเป็นเอกสารแสดงเจตนารมณ์ทางการเมืองร่วมกันของรัฐมนตรีเอเปค ไม่ก่อให้เกิดพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่เป็นหนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย