“กาย ณัฐชา” ซัดรัฐบาลถังแตก แนะเข้มงวดงบสร้าง-ซ่อมถนนแทน ท้าตรวจสอบคนรวยทั้งประเทศก่อน แทนตั้งข้อสงสัยกับคนจน ย้ำ รัฐมีหน้าที่ดูแลประชาชน ไม่ใช่ทำให้การเข้าถึงสวัสดิการเป็นเรื่องยากขึ้น
วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน วิพากษ์วิจารณ์การดำเนินนโยบายของรัฐบาลต่อการคัดกรองผู้ได้รับสิทธิ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” โดยเห็นว่า รัฐบาลกำลังแสดงให้เห็นถึงภาวะการบริหารงบประมาณที่ขาดประสิทธิภาพ จนหันมาเพิ่มเงื่อนไขและภาระให้กับประชาชนผู้มีรายได้น้อย แทนที่จะจัดการกับต้นตอของปัญหาการใช้จ่ายงบประมาณของภาครัฐ สิ่งที่รัฐบาลกำลังดำเนินการสะท้อนอาการ “ถังแตกและกระเบียดกระเสียร” อย่างชัดเจน เพราะเมื่อขาดงบประมาณกลับเลือกใช้วิธีเข้มงวดกับคนจน ทั้งที่ประชาชนกลุ่มนี้เป็นผู้ที่สมควรได้รับการช่วยเหลือจากรัฐมากที่สุด ไม่ใช่ผู้ที่ต้องถูกตั้งข้อสงสัยหรือถูกผลักภาระให้พิสูจน์ตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“ถ้ารัฐบาลอยากเข้มงวดกับการใช้เงินภาษีของประชาชนจริง ความเข้มงวดนั้นควรถูกนำไปใช้กับงบประมาณก่อสร้างและซ่อมแซมถนน มากกว่าจะนำมาใช้กับการตัดสิทธิคนจน”
นายณัฐชา ระบุต่อไปว่า งบประมาณด้านการก่อสร้างและบำรุงรักษาถนนในแต่ละปีมีมูลค่ามหาศาล แต่กลับพบโครงการจำนวนไม่น้อยที่ใช้งบประมาณกับการปรับปรุงถนนที่ยังอยู่ในสภาพดี การเทแอสฟัลต์ทับถนนเดิม การรีไซเคิลผิวถนน หรือการซ่อมแซมที่ยังไม่มีความจำเป็น ซึ่งเป็นจุดที่รัฐควรตรวจสอบความคุ้มค่าและความโปร่งใสอย่างจริงจัง หากต้องการประหยัดงบประมาณของประเทศ
ขณะเดียวกัน นายณัฐชา ยังแสดงจุดยืนสนับสนุนแถลงการณ์ของคณะกรรมการเชิงประเด็นการจัดสวัสดิการเพื่อความมั่นคงของประชาชน ซึ่งพรรคประชาชนเสนอให้รัฐบาลทบทวนแนวทางการคัดกรองสิทธิและเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบสวัสดิการ โดยย้ำว่าหน้าที่ของรัฐคือการทำให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิได้ง่ายที่สุด ไม่ใช่สร้างอุปสรรคหรือขั้นตอนที่ซับซ้อนจนคนเดือดร้อนเข้าไม่ถึงความช่วยเหลือ
...
ทางด้านประเด็นการพิสูจน์สิทธิผู้มีรายได้น้อย นายณัฐชา เสนอให้รัฐบาลเปลี่ยนวิธีคิดในการคัดกรองประชาชน โดยหันไปตรวจสอบผู้มีฐานะร่ำรวยก่อน แทนที่จะเริ่มต้นจากการตั้งข้อสงสัยกับคนจน “ถ้ารัฐบาลอยากพิสูจน์ อยากคัดกรองนัก ขอให้ไปพิสูจน์คนรวยให้หมดทั้งประเทศก่อน คนที่พิสูจน์แล้วว่ามีรายได้และทรัพย์สินเกินเกณฑ์ก็ไม่ต้องรับสวัสดิการ ส่วนคนที่เหลือก็คือประชาชนที่รัฐมีหน้าที่ต้องดูแล จะช่วยเหลือผ่านกลไกหรือสวัสดิการรูปแบบใดก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาล”
นอกจากนี้ยังเห็นว่า ปัจจุบันรัฐมีฐานข้อมูลด้านภาษี รายได้ ทรัพย์สิน และการถือครองสินทรัพย์ของประชาชนอยู่แล้ว หากรัฐบาลต้องการคัดกรองผู้มีฐานะจริง ก็ควรใช้ข้อมูลเหล่านั้นเป็นเครื่องมือหลัก มากกว่าการบังคับให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยต้องเสียเวลา เสียค่าใช้จ่าย และเผชิญกับกระบวนการพิสูจน์สิทธิที่ยุ่งยากทั้งที่หลายคนมีรายได้ไม่แน่นอนและกำลังเผชิญภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
พร้อมทิ้งท้ายว่า หากรัฐบาลบริหารงบประมาณแล้วพบว่ามีงบประมาณไม่เพียงพอ สิ่งที่ควรทำคือการตัดลดงบประมาณที่ไม่จำเป็น งบโครงการที่ไม่มีความคุ้มค่า หรือรายจ่ายที่ไม่ได้สร้างประโยชน์โดยตรงต่อประชาชน แล้วนำงบประมาณดังกล่าวมาใช้เยียวยาและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนผู้เดือดร้อนอย่างเร่งด่วน “รัฐบาลมีหน้าที่ดูแลประชาชน ไม่ใช่ทำให้การเข้าถึงสวัสดิการเป็นเรื่องยากขึ้น หากยังเลือกตัดสิทธิคนจนแทนการปฏิรูประบบการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐ ความอดทนของประชาชนก็ย่อมมีขีดจำกัด และท้ายที่สุดรัฐบาลจะต้องเผชิญกับวิกฤติศรัทธาจากประชาชนเอง”