“พิพัฒน์” ลั่น “แลนด์บริดจ์” ไม่มีแล้ว รับต้องทบทวนแผน-เคาะชื่อใหม่ รอนายกฯ สรุป ย้ำต้องมีท่าเรือน้ำลึกฝั่งอันดามันและอ่าวไทย เชื่อมด้วยระบบรางเป็นแกนหลัก ชี้ระนอง-ชุมพร ยังมีศักยภาพสูงสุด
วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ (Land Bridge) ว่า ขณะนี้โครงการแลนด์บริดจ์คงจะไม่มีแล้ว โดยจะมีการทบทวนรายละเอียดและแนวทางดำเนินงานในโครงการใหม่ เพื่อให้เกิดความชัดเจนและได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะประเด็นชื่อโครงการและกรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะรอผลการศึกษาที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้คณะทำงานดำเนินการก่อนนำมาสรุปเป็นนโยบายอย่างเป็นทางการ
นายพิพัฒน์ กล่าวต่อไปว่า จากการหารือที่ผ่านมาเห็นว่า การใช้ชื่อเดิมของโครงการอาจก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนและสร้างความกังวลให้กับหลายฝ่าย จึงเตรียมพิจารณาใช้ชื่อใหม่ที่เหมาะสมกว่า พร้อมยืนยันว่าแนวคิดเดิมบางส่วน เช่น การจัดทำกฎหมายเฉพาะหรือร่างพระราชบัญญัติในลักษณะเดียวกับที่เคยมีการพูดถึงนั้น ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปและต้องรอผลการศึกษาที่ชัดเจนเสียก่อน
ทั้งนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้มีการศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม และหลังจากเดินทางกลับจากการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนจะมีการหารือถึงผลการพูดคุยเรื่องการพัฒนาท่าเรือทั้งฝั่งอันดามันและฝั่งอ่าวไทย รวมถึงองค์ประกอบของโครงการว่าจะมีระบบราง ถนน หรือโครงสร้างพื้นฐานรูปแบบใดเชื่อมโยงระหว่างกัน ประเด็นสำคัญคือจะต้องพิจารณาว่าโครงการจะเชื่อมโยงทั้งสองฝั่งด้วยระบบใด หากใช้ระบบรางเป็นหลัก ก็ต้องออกแบบให้สามารถเชื่อมต่อท่าเรือทั้งฝั่งอันดามันและอ่าวไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนแนวคิดเรื่องถนนหรือสะพานเชื่อมโดยตรงนั้น ยังไม่มีข้อสรุป และต้องรอผลศึกษารายละเอียดทั้งหมดก่อน
พร้อมมองว่าจำเป็นต้องพิจารณาความเหมาะสมอย่างรอบด้าน เพราะท่าเรือบางแห่งเปิดดำเนินการมานานแล้ว แต่กลับไม่สามารถสร้างปริมาณการขนส่งสินค้าได้ตามเป้าหมาย จึงต้องประเมินว่าการลงทุนเพิ่มเติมจะเกิดความคุ้มค่าหรือไม่ ยกตัวอย่างท่าเรือระนอง ซึ่งเปิดดำเนินการมานานกว่า 20 ปี แต่ปัจจุบันยังมีเรือสินค้าเข้าเทียบท่าในปริมาณไม่มาก จึงสะท้อนว่าการพัฒนาในพื้นที่ดังกล่าวที่ผ่านมาอาจยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร หากจะลงทุนเพิ่มเติมก็ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ไม่ใช่เดินหน้าลงทุนซ้ำในจุดที่ยังไม่สามารถสร้างศักยภาพได้
“เราต้องดูทั้งลักษณะภูมิประเทศ ภูมิศาสตร์ และพื้นที่หลังท่าเรือว่ารองรับการพัฒนาได้มากน้อยเพียงใด หากพื้นที่ไม่เหมาะสม ก็ไม่ควรนำงบประมาณไปลงทุนจนเกิดความเสียหาย เพราะตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ท่าเรือระนองก็ยังไม่สามารถเติบโตได้อย่างที่คาดหวัง”
นายพิพัฒน์ กล่าวต่อไปว่า นโยบายของรัฐบาลยังคงชัดเจนที่จะมีท่าเรือทั้งฝั่งอันดามันและฝั่งอ่าวไทย ตามที่นายกรัฐมนตรีได้ให้สัมภาษณ์ไว้ก่อนหน้านี้ แต่รายละเอียดของการดำเนินโครงการยังต้องหารือเพิ่มเติมว่าจะสร้างท่าเรือแห่งใดก่อน รวมถึงจะใช้ระบบรางเป็นแกนหลักในการเชื่อมต่อระหว่างฝั่งอันดามันกับฝั่งอ่าวไทยอย่างไร ซึ่งในเบื้องต้นหากดำเนินโครงการตามแนวคิดดังกล่าว ระบบรางจากภาคใต้จะสามารถแยกเส้นทางเข้าสู่จังหวัดระนองทางฝั่งอันดามัน และจังหวัดชุมพรทางฝั่งอ่าวไทย โดยการก่อสร้างท่าเรือฝั่งอันดามันมีแนวโน้มว่าจะเริ่มที่จังหวัดระนองก่อน แต่ประเด็นสำคัญที่ยังไม่มีข้อยุติคือรูปแบบการลงทุน ว่าจะเป็นการลงทุนโดยภาครัฐ หรือเปิดให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุน
“ประเด็นดังกล่าวจำเป็นต้องหารือกับนายกรัฐมนตรี รวมทั้งต้องรอผลการศึกษาของคณะทำงานที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย และผลการศึกษาของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เพื่อนำข้อมูลทั้งหมดมาประกอบการตัดสินใจร่วมกัน ก่อนกำหนดทิศทางของโครงการอย่างชัดเจนที่ผ่านมา กระทรวงคมนาคมเดินหน้าโครงการตามแผนก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอด ดังนั้น การที่มีหลายหน่วยงานเข้ามาร่วมศึกษาและร่วมพิจารณาจะช่วยให้การตัดสินใจมีความรอบคอบมากขึ้น และทุกฝ่ายจะได้ร่วมกันรับผิดชอบต่อแนวทางของโครงการ ไม่ใช่ให้กระทรวงคมนาคมเป็นผู้รับแรงกดดันเพียงฝ่ายเดียว”
ขณะเดียวกัน นายพิพัฒน์ ยืนยันด้วยว่า แม้จะมีการทบทวนรายละเอียดของโครงการฯ แต่พื้นที่ที่ยังมีศักยภาพสำหรับการพัฒนาแลนด์บริดจ์ยังคงเป็นจังหวัดระนองและจังหวัดชุมพรเช่นเดิม โดยก่อนหน้านี้ได้ลงนามความร่วมมือให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่สำรวจความเหมาะสมของจังหวัดต่างๆ บริเวณชายฝั่งอันดามัน ตั้งแต่สตูล ตรัง กระบี่ ภูเก็ต และพังงา ผลจากการสำรวจเบื้องต้นพบว่าหลายจังหวัดมีข้อจำกัดด้านพื้นที่ หรือได้รับการคัดค้านจากประชาชนในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นสตูล ตรัง หรือกระบี่ ขณะที่ภูเก็ตมีข้อจำกัดด้านลักษณะภูมิประเทศ ส่วนพังงาก็มีอุปสรรคหลายประการ ทำให้ในทางปฏิบัติจังหวัดระนองยังคงเป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมมากที่สุดสำหรับการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกฝั่งอันดามัน
“ยังไม่ต้องการชี้นำว่าจังหวัดใดจะได้รับการคัดเลือกเป็นที่ตั้งโครงการ เพราะต้องเปิดโอกาสให้คณะทำงานลงพื้นที่ศึกษาและจัดทำข้อมูลอย่างละเอียด ก่อนนำผลการศึกษากลับมาหารือร่วมกันอีกครั้ง เพื่อสรุปพื้นที่ที่มีความเหมาะสมที่สุดสำหรับการดำเนินโครงการแลนด์บริดจ์ในระยะต่อไป”