“ศิริกัญญา” จวกยับเกณฑ์คัดกรองบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หวังบีบคนลงตามงบฯ จนคนจนจริงตกหล่น ต้องวิ่งเต้นอุทธรณ์เอง
วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงปัญหาการคัดกรองผู้ได้รับสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐว่า การแถลงของรัฐบาลสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวและระบบที่ “เละเทะ” อย่างชัดเจน เนื่องจากการตั้งงบประมาณจำกัดไว้ที่ 42,000 ล้านบาท หรือรองรับได้ราว 10 ล้านคน ส่งผลให้รัฐบาลพยายามใช้เกณฑ์ที่แข็งตัวและตายตัวเกินไปเพื่อคัดคนออกให้ได้มากที่สุด จนเกิดปัญหาคนเดือดร้อนจริงตกหล่น และกลายเป็นภาระของประชาชนที่ต้องเดินทางไปยื่นเรื่องอุทธรณ์ด้วยตนเอง
นางสาวศิริกัญญา กล่าวว่า ความเดือดร้อนของประชาชนมีความซับซ้อน จะใช้เกณฑ์ตายตัวอย่างการมีรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์เกินกำหนด หรือมีหนี้เกิน 1 แสนบาท มาตัดสินแบบผ่าน-ไม่ผ่านทั้งหมดไม่ได้ เพราะบางคนอาจมีรายได้น้อย หรือมีสินทรัพย์ที่ไม่สามารถนำมาประกอบอาชีพได้แล้ว สิ่งที่เราเสนอคือ หากรัฐบาลต้องการคัดกรองผู้เดือดร้อนจริง ๆ ภายใต้งบประมาณที่จำกัด ควรเปลี่ยนไปใช้ “ระบบคะแนน” (Scoring System) แทนการใช้คุณสมบัติแบบผ่านทุกข้อ (All-or-Nothing) เพื่อให้การพุ่งเป้ามีข้อมูลที่แม่นยำ และช่วยเหลือคนจนได้ตรงจุดจริง ๆ ไม่ใช่ทำให้คนจนจริงถูกตัดสิทธิ์
ส่วนกรณีที่รัฐบาลเตรียมโยกผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐไปใช้โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” นั้น รองหัวหน้าพรรคประชาชน มองว่า เป็นเพียง “รางวัลปลอบใจ” ที่คิดมาอย่างไม่รัดกุมรอบคอบ มีระยะเวลาสั้นเพียง 2 เดือน และยังสร้างภาระให้ประชาชนต้องหาเงินอีก 40% มาเติม ซึ่งสะท้อนความย้อนแย้งของการบริหารงาน เวลาจะช่วยเหลือแบบพุ่งเป้าผ่านบัตรคนจน รัฐบาลกลับตระหนี่ถี่เหนียวมาก แต่พอเป็นโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” กลับเหวี่ยงแหใช้เงินก้อนโตสี่เท่าของงบช่วยเหลือคนจนให้หมดไปในเวลาอันสั้น โดยไม่แคร์อะไร แล้วค่อยมาตามแก้ปัญหาภายหลัง
...
สำหรับระยะเวลาการยื่นอุทธรณ์ที่มีการขยายไปจนถึงวันที่ 20 กันยายนนี้ นางสาวศิริกัญญา มองว่า แม้จะช่วยบรรเทาปัญหาเรื่องเวลา แต่ต้นตอของปัญหาอยู่ที่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องของภาครัฐเอง ทั้งข้อมูลจากกระทรวงการคลัง กระทรวงอื่น ๆ รวมถึง กศน. ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ หากรัฐบาลยังไม่เร่ง “ทำความสะอาดข้อมูล” (Clean Data) ให้ถูกต้องตรงกัน ต่อให้ยืดเวลาอุทธรณ์ออกไปอีกเท่าใดก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งตรวจสอบและแก้ไขข้อมูลของหน่วยงานรัฐให้เรียบร้อยเสียก่อน ไม่ใช่โยนภาระให้ประชาชนต้องมาวิ่งแก้ปัญหาเอง