นายกฯ ย้ำนักลงทุนเชื่อมั่นไทย ชูจุดแข็งโครงสร้างพื้นฐาน ลุยปรับปรุงการเชื่อมโยงระบบคมนาคมทางบกและระบบราง เริ่มท่าเรือฝั่งระนองก่อน เชื่อมโยงการขนส่งกับประเทศอื่น ส่อไม่เดินหน้าต่อแลนด์บริดจ์
เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 18 กรกฎาคม 2569 ที่นครเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน ตามเวลาท้องถิ่น (เร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยภายหลังการหารือกับนักลงทุนจีน ว่า นักลงทุนจีนเชื่อมั่นในศักยภาพของไทยอย่างมาก โดยเฉพาะความพร้อมด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานที่รองรับการลงทุนได้จริง ซึ่งระบบคมนาคมและการขนส่งสินค้าถือเป็นมูลเหตุสำคัญที่ทำให้นักลงทุนตัดสินใจเลือกไทยเป็นฐานการผลิต
ทั้งนี้ ภาคธุรกิจมีความต้องการให้ภาครัฐดำเนินการต่างๆ ด้วยความรวดเร็วและลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนซึ่งรัฐบาลได้ดำเนินการมาตลอด “ในสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ปัจจุบัน ประเทศไทยถือว่ามีความโดดเด่นและยืนอยู่ในแถวหน้าของการเป็นฐานการผลิตทางอุตสาหกรรมที่สำคัญ” ในส่วนของนโยบายด้านความโปร่งใสรัฐบาลจะไม่ยอมให้มีเรื่องค่าน้ำร้อนน้ำชาหรือการทุจริตโดยเด็ดขาด เพราะเป็นอุปสรรคสำคัญที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน
สำหรับภาคการท่องเที่ยว นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ไทยมีทรัพยากรธรรมชาติที่ครบถ้วนทั้ง “Sea Sand Sun” ซึ่งรัฐบาลมุ่งเน้นการสร้างความเชื่อมั่นเรื่องความปลอดภัยและความเป็นธรรมให้กับนักท่องเที่ยว โดยมีมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบ พร้อมยืนยันว่ามาตรฐานความปลอดภัยของไทยนั้นสามารถวัดผลเปรียบเทียบกับประเทศที่เจริญแล้วได้อย่างมั่นใจ
...
จากนั้น นายอนุทิน ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงโครงการแลนด์บริดจ์ (Landbridge) ว่า โครงการดังกล่าวยังคงเป็นแนวทางนโยบายของรัฐบาลที่จะศึกษาต่อไป แต่สิ่งสำคัญตอนนี้คือต้องเร่งดำเนินการเชื่อมต่อโครงสร้างพื้นฐานทางบกที่เป็นจุดที่ยังไม่เชื่อมต่อ (Missing Link) รวมทั้งระบบราง เนื่องจากประเทศไทยตั้งอยู่ใจกลางอาเซียน และเป็นประเทศเดียวที่สามารถลิงก์กับประเทศอื่นๆ ได้ทั้งทางบกและทางน้ำ
เมื่อถามว่ารัฐบาลจะดำเนินการในฝั่งท่าเรือฝั่งตะวันตกก่อนหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ตอบว่า เราเริ่มจากการปรับปรุงท่าเรือน้ำลึกฝั่งตะวันตกที่จังหวัดระนองก่อน เพื่อให้เชื่อมโยงกับจังหวัดชุมพร และระบบโลจิสติกส์ทางบก เชื่อมโยงกับประเทศอื่นๆ ได้ พร้อมระบุด้วยว่า กระทรวงคมนาคมกำลังดำเนินการศึกษาโครงการนี้อย่างต่อเนื่องแบบคู่ขนาน เพื่อพิจารณาถึงความคุ้มค่าและเงื่อนเวลาการลงทุนที่เหมาะสม เพื่อให้การพัฒนาเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศต่อไป
ยึดธรรมาภิบาล คุยเอกชนไม่ต้องกลัว
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในช่วงของการร่วมกิจกรรม “Prime Minister-Thai Private Sector Luncheon” รับประทานอาหารกลางวัน เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้บริหารภาคเอกชนไทย กว่า 150 ราย นายอนุทิน กล่าวตอนหนึ่งว่า การมาจีนครั้งนี้มีเป้าหมายชัดเจนคือส่งเสริมการลงทุนระหว่างกัน การพบนายกรัฐมนตรีจีนวันที่ 20 กรกฎาคม น่าจะมีผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์กับประเทศไทย ขอขอบคุณทุกท่านที่เดินทางมาที่นครเฉิงตู เพื่อร่วมเปิดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ทำให้เห็นความพร้อมของไทย
ทั้งนี้ ต้องยอมรับ 10-20 ปีที่ผ่านมา มีการตรวจสอบคนในภาครัฐเยอะ ราชการต้องมีความระมัดระวัง ไปทานข้าวกับท่านนิดเดียวก็โดนติฉินนินทา ไปสนิทสนมกับใครก็ถูกเฟกนิวส์ อาจถูกใส่ร้ายป้ายสี ในช่วงหลังๆ ฝ่ายราชการค่อนข้างระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ สำหรับตนคิดว่านั่นเป็นความคิดเลวร้าย โง่เขลา รัฐบาลมีหน้าที่ต้องแสวงหาความร่วมมือและทำงานร่วมกับภาคเอกชน เพื่อสร้างเศรษฐกิจ เพิ่มโอกาสให้พวกท่าน เราต้องมีคือความเป็นมืออาชีพ ความโปร่งใส มีธรรมาภิบาล ท่านคือผู้ที่หารายได้ 80% ให้กับรัฐบาล เงินเดือนพวกเรา เงินลงทุนภาครัฐ งบประมาณก็มาจากภาคเอกชนที่จ่ายภาษี มองกันแฟร์ๆ ต้องทำงานร่วม สนับสนุนกันและกัน ยึดหลักธรรมาภิบาลให้คนมาตรวจสอบ และตนได้บอกทีมงานเศรษฐกิจของผมให้เปิดกว้างและรับฟัง
“สมัยก่อนไปไหนก็กลัวจะนั่งทานข้าวถ่ายรูปกับคุณวิกรม กรมดิษฐ์ คุณศุภชัย เจียรวนนท์ เดี๋ยวจะหาว่าเข้าข้าง ตอนนี้ไม่กลัวแล้ว ไม่มีท่านรัฐบาลก็ตาย อยู่ไม่ได้ ท่านทั้งหลายที่อยู่ในห้องนี้ล้วนแต่สร้างรายได้ให้กับประเทศ ให้ไทยสามารถเป็นที่มั่นใจของต่างชาติได้เมื่อได้รับฟังข้อมูลจากท่าน”
ส่อไม่เดินหน้าต่อโครงการแลนด์บริดจ์
นายอนุทิน กล่าวอีกว่า เราต้องให้ผู้มาลงทุนไม่เห็นว่าใช้ประเทศไทยแรงงานถูก เขาต้องมาเพราะภูมิรัฐศาสตร์ของประเทศไทย ตอนนี้ทั้งโลกสู้รบกัน แบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย เหลืออาเซียนที่เดียวไม่มีปัญหา เรามีปัญหากับเพื่อนบ้านถือว่าเล็กน้อยมาก จะไม่นำปัญหาตรงนั้นมาทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบหรือเสียโอกาส รับรองว่าเอาอยู่ ไม่ต้องห่วงท่านลงทุนแล้ว ไม่ต้องคิดว่าปัญหาเรากับเพื่อนบ้าน มี 100 ใส่ 200 เลย ไม่ต้องกั๊ก 60-70 เดี๋ยวดูก่อน เราดูแลตัวเองได้ เอาเป็นว่าเรื่องตรงนั้นพูดไปเดี๋ยวอีกฝ่ายจะหาว่าขี้โม้ อย่าเอาปัญหากับเพื่อนบ้านมาทำให้ท่านตัดสินใจที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน ไม่มีที่ไหนมีความพร้อมเท่าประเทศไทย เราอยู่ตรงกลางของอาเซียน ขึ้นเหนือก็ได้ ลงใต้ก็ได้ ไปขวาไปซ้ายได้หมด
เราจะทำแลนด์บริดจ์ บอกอย่าเพิ่งทำ จะเอาเงินที่ไหนไปทำ วันก่อนประชุมกับประธานสภาอุตสาหกรรม ประธานสภาหอการค้า ประธานสมาคมธนาคารไทย ท่านบอกยังไม่ต้องทำแลนด์บริดจ์ก็ได้ ขอให้เชื่อมต่อเส้นทางตรงที่ยังขาดช่วงอยู่ ขอให้ต่อทางรถไฟไปตะวันตกและตะวันออกของไทยให้ครบ เพื่อไปเชื่อมกับทางรถไฟสายหลักจากเหนือมาใต้ แค่นี้ก็ไปปรับปรุงท่าเรือสองฝั่งภาคใต้ของไทยก็น่าเพียงพอต่อบริบทการลงทุนของประเทศ ในช่วง 5-10 ปี รัฐบาลรับฟังและเป็นทางออก
“ถ้าทำแลนด์บริดจ์ กว่าจะเริ่ม ต่อให้ไม่มีใครต่อต้านก็อีก 3-5 ปี แต่ถ้าปรับปรุงท่าเรือ เชื่อมต่อทางรถไฟ ถนนที่ขาด เราสามารถทำได้เลย เป็นเรื่องปกติ นี่คือสิ่งที่รับฟังจากเอกชนมาว่าแค่นี้พอ ไปพูดคุยประเทศต่างๆ เขามองไทยมีสาธารณูปโภคพร้อม ขอให้เชื่อมั่นว่ารัฐบาลชุดนี้จะทำทุกอย่างไม่ใช่แค่อำนวยความสะดวกแต่เป็นลู่ทางให้ท่านได้ไปถึงจุดหมายที่ทำให้เงินลงทุน เป้าหมายการขยายกิจการของท่านไปสู่ระดับสูงสุดให้ได้ ให้เห็นว่าท่านไม่เป็นสองรองใครเลย”
นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ความพร้อมและความเข้มแข็งของภาคเอกชนจะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญให้รัฐบาลเดินหน้าเจรจาและขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลพร้อมทำหน้าที่เป็น “หัวหมู่ทะลวงฟัน” เปิดประตูและขจัดอุปสรรค ส่วนภาคเอกชนต้องทำหน้าที่เป็นกองหน้าในการขยายธุรกิจและสร้างรายได้ให้ประเทศ หากภาครัฐและภาคเอกชนร่วมมือกันอย่างเต็มที่ ประเทศไทยจะก้าวไปสู่ความมั่งคั่งตามที่ประชาชนคาดหวัง รัฐบาลให้ความสำคัญกับการรับฟังข้อเสนอจากภาคเอกชนด้านเศรษฐกิจ และพร้อมทำงานรับใช้ภาคธุรกิจอย่างเต็มกำลัง