“ปริญญา” ฟันธงเก้าอี้ “ประธาน กสทช.” จบแล้ว กางกฎหมาย 4 มาตราฟันพ้นเก้าอี้ เตือน นายกฯ เมินทูลเกล้าฯ ส่อผิด ม.157 ด้าน “สุภิญญา” จี้ “นพ.สรณ” โชว์สปิริตยุติปฏิบัติหน้าที่ทันที
วันที่ 18 ก.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีมติเป็นเอกฉันท์ 4 ต่อ 0 ว่า นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการ กสทช. มีลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 สภาองค์กรผู้บริโภค ชวนคิด ชวนคุย ประเด็น “นพ.สรณ” มีลักษณะต้องห้าม แปลว่าอะไร? แล้วเป็นยังไงต่อ? เมื่อวันที่ 17 ก.ค.69 ที่ผ่านมา
โดย นส.สุภิญญา กลางณรงค์ ประธานคณะอนุกรรมการด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ ของสภาองค์กรของผู้บริโภค และอดีตกรรมการ กสทช. กล่าวว่า ตำแหน่งกรรมการ กสทช. เป็นตำแหน่งระดับสูงที่ต้องได้รับการโปรดเกล้าฯ ดังนั้น แม้ในทางพฤตินัย นพ.สรณ จะถูกมองว่าไม่มีสถานะเป็น กสทช. ตั้งแต่วันแรกเพราะขาดคุณสมบัติตามคำวินิจฉัยของกรรมการสรรหา แต่ในทางนิตินัยนั้น ชื่อของประธาน กสทช. ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว การจะพ้นจากตำแหน่งอย่างสมบูรณ์แบบจึงต้องผ่านกระบวนการเสนอทูลเกล้าฯ เพื่อประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาอีกครั้ง
“หากเทียบเคียงกับกรณีของตนเองในอดีตที่เคยเผชิญปัญหาเรื่องคุณสมบัติจากคดีความทางการเมือง ซึ่งในตอนนั้นเลือกที่จะแสดงเจตจำนงยุติการปฏิบัติหน้าที่ทันที ภายในช่วงบ่ายของวันที่ศาลมีคำตัดสิน โดยมีการคืนรถประจำตำแหน่งและทำจดหมายชี้แจงไปยังเลขาธิการ กสทช. อย่างชัดเจน เธอระบุว่าการทำเช่นนี้เพื่อป้องกันความยุ่งยากในการทำงานของสำนักงาน กสทช. แม้ว่าในขณะนั้นจะยังไม่พ้นตำแหน่งตามกฎหมายและต้องรอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความนานถึง 1 ปีก็ตาม”
...
สู้คดีศาลปกครองได้ แต่ต้องหยุดทำหน้าที่
อดีตกรรมการ กสทช. ยังย้ำด้วยว่า ผู้ที่จะปลดล็อกความวุ่นวายทั้งหมดได้ดีที่สุดคือตัว นพ.สรณ เอง หากประธาน กสทช. ไม่แสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่าจะน้อมรับคำตัดสินหรือไม่ จะทำให้สำนักงาน กสทช. ทำงานได้ยากลำบากมาก โดยเฉพาะในเรื่องของการเบิกจ่ายเงินเดือน หรือความต่อเนื่องในการปฏิบัติภารกิจต่างๆ
“อุตสาหกรรมทั้งหมด กิจการอะไรทั้งหมด มันฝากอยู่กับคนคนเดียวตอนนี้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านจะทำดีที่สุดแล้วก็ต่อตัวท่านเองก็คือยุติการปฏิบัติหน้าที่ค่ะ แล้วก็แจ้งเจตจำนงนี้ให้สำนักงาน และสำนักงานเขาไปทำต่อเอง หาก นพ.สรณ ต้องการจะไปฟ้องร้องต่อศาลปกครองเพื่อสู้คดี ก็เป็นสิทธิที่ทำได้ แต่ควรยุติการปฏิบัติหน้าที่ก่อนเพื่อป้องกันผลกระทบและความยุ่งยากในหลายมิติที่จะตามมาทั้งต่อองค์กรและต่อตัวท่านเอง”
ต้องมี “เอกสาร” ให้นายกฯ ทูลเกล้าฯ
นส.สุภิญญา ให้ความเห็นว่า จำเป็นต้องมีหน่วยงานทำเอกสารส่งเรื่องตามระบบราชการอย่างเป็นทางการ ไม่ว่าจะเป็นสำนักงาน กสทช. หรือ คณะกรรมการสรรหา ก็ต้องมีผู้เดินเรื่องส่งเอกสารไปยังนายกรัฐมนตรี เพราะการทำงานของระบบราชการและกฎหมายต้องขับเคลื่อนด้วยเอกสาร ไม่ใช่เพียงแค่การรับทราบปากเปล่า
จับตา 6 บอร์ด กสทช. รับ “เผือกร้อน”
นส.สุภิญญา ยังระบุด้วยว่า กรรมการ กสทช. อีก 6 คนที่เหลืออยู่ยังสามารถจัดประชุมได้ เลือกประธานชั่วคราวได้ แม้ประธานจะยุติการปฏิบัติหน้าที่ และปฏิบัติหน้าที่ลงมติต่างๆ ต่อไปได้เลยทันที โดยไม่ถือว่ามีปัญหาทางกฎหมาย ซึ่งในอดีตก็เคยทำงานกันด้วยบอร์ดเพียง 4 คนมาแล้ว แต่สิ่งที่น่าจับตาและถือเป็น “เผือกร้อน” จะตกมาอยู่ที่กรรมการที่เหลือ เพราะสังคมมีความคาดหวังสูงมาก ถ้าปลดล็อกไปแล้วก็คือต้องเร่งเครื่องต้องทำงาน ที่เมื่อก่อนอ้างว่าไม่สามารถลงมติหรือทำอย่างอื่นได้เพราะติดประธาน ตอนนี้ก็ไฟเขียวแล้ว ท่านก็ลุยเลย
“ปริญญา” ชี้เก้าอี้ “ประธาน กสทช.” จบแล้ว
ด้าน รศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า ความจริงเรื่องมันจบแล้ว และในกรณีนี้ไม่มีประตูสู้ครับ หมดแล้ว เพราะ หากดูตาม พ.ร.บ.กสทช. ข้อที่
1.มาตรา 8 (2) กำหนดว่ากรรมการ กสทช. ต้องไม่เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานรัฐ ซึ่งการที่ นพ.สรณ เป็นนายแพทย์รับค่าตอบแทนรายชั่วโมง ก็ถือว่ามีสถานะเป็น “ลูกจ้าง” อย่างชัดเจน
2. มาตรา 18 ระบุว่าผู้ที่มีลักษณะต้องห้าม ต้องลาออกและแสดงหลักฐานต่อประธานวุฒิสภาภายในเวลาที่กำหนด ซึ่งต้องทำก่อนที่นายกฯ จะนำความกราบบังคมทูลเพื่อโปรดเกล้าฯ โดยประธานวุฒิสภาขีดเส้นตายไว้คือวันที่ 10 ม.ค. 2564 แต่ปรากฏว่า นพ.สรณ ยังคงเป็นลูกจ้างจนถึง 12 เม.ย. 2564 จึงถือว่าขาดคุณสมบัติและสละสิทธิ์มาตั้งแต่ก่อนรับตำแหน่ง
3. มาตรา 20 (5) หากฝ่าฝืนมาตรา 8 ถือว่าพ้นจากตำแหน่ง โดยการจะพ้นตำแหน่งอย่างเป็นทางการต้องมีการนำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง
และ 4. มาตรา 5 กำหนดให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาการตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้ ดังนั้นผู้ที่มีหน้าที่ต้องนำความขึ้นทูลเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่ง ก็คือ “นายกรัฐมนตรี”
เปรียบสถานะเป็น “มะม่วงรอสอย”
รศ.ดร.ปริญญา อธิบายว่า กฎหมายไม่ได้เขียนให้การโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งในตอนแรกเป็นโมฆะ ดังนั้นในทางกฎหมายจึงถือว่าได้เป็นแล้ว แต่การให้พ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 20 วรรคสอง ระบุว่าต้องให้พ้นแบบมีผลย้อนหลังไปจนถึงวันที่ขาดคุณสมบัติ ซึ่งกรณีนี้คือขาดคุณสมบัติตั้งแต่ก่อนได้เป็น สถานะของ นพ.สรณ ในขณะนี้ เข้าองค์ประกอบของการพ้นจากตำแหน่งครบถ้วนหมดแล้ว
“มันเหมือนแบบมะม่วงอ่ะครับ มันก็แค่สอยลงมา คือมันจบแล้ว ตอนนี้เพียงแค่รอให้นายกรัฐมนตรีทูลเกล้าฯ เพื่อให้มีพระบรมราชโองการอย่างเป็นทางการ”
เตือนนายกฯ เพิกเฉย ส่อผิด ม.157
รศ.ดร.ปริญญา ระบุว่า ขั้นตอนต่อไปคณะกรรมการสรรหา กสทช. จะต้องเป็นผู้ส่งหนังสือแจ้งมตินี้ไปยังนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ และหากนายกฯ รับทราบมติแล้ว แต่ไม่ยอมดำเนินการนำเรื่องทูลเกล้าฯ เพื่อให้พ้นจากตำแหน่ง ตรงนี้ถือว่า ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ กรณีนี้จะแตกต่างจากกรณีของอดีตนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน ที่เป็นเรื่องของการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมซึ่งต้องใช้การตีความโดยศาลรัฐธรรมนูญ แต่กรณีของ นพ.สรณ เป็นการผิดข้อห้ามเรื่องการเป็นลูกจ้างตามกฎหมายมาตรา 8 อย่างชัดเจนโดยไม่ต้องมีการตีความ
ห่วง “มติ 4 ปี” ส่อกระทบทั้งระบบ
รศ.ดร.ปริญญา ได้แสดงความกังวลถึงผลกระทบที่จะตามมาว่า นอกเหนือจากเรื่องเงินเดือนและสิทธิประโยชน์ที่ต้องพิจารณาว่าต้องคืนหรือไม่แล้ว เรื่องที่ยุ่งยากและเป็นปัญหาใหญ่กว่ามากคือ บรรดามติต่างๆ ที่ลงไป ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา หากในท้ายที่สุดผลทางกฎหมายถือว่า นพ.สรณ พ้นตำแหน่งย้อนหลังไปตั้งแต่ต้น จะทำให้มติทั้งหมดที่ นพ.สรณะ เคยร่วมลงมติในฐานะประธาน กสทช. ต้องถูกนำมาพิจารณาหักออกทั้งหมด เสมือนว่าไม่เคยมีมตินี้เกิดขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงหากมติเหล่านั้นมีผลเปลี่ยนแปลงในทางปฏิบัติและกระทบต่อบุคคลภายนอกไปแล้ว