ผบ.ทบ.ย้อนวันรับมือ “กัมพูชา” ชี้เกิดขึ้นรวดเร็ว ปรับแผนรับมือหา “โดรน” เร่งด่วนเฉพาะหน้า ก่อนได้งบประมาณประจำปี ด้าน “เสธ.ทบ.” จ่อขอแปรญัตติงบกำลังพลตรึงกำลังชายแดน
วันที่ 17 ก.ค.2569 พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ชี้แจงเหตุผลการเสนอของบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณว่า ในห้วงเวลาที่ผ่านมาในสถานการณ์สู้รบไทย-กัมพูชา รอบแรกเหตุการณ์พัฒนาการไปเร็วมาก ต้องมีการปรับแผนอยู่ตลอด รวมไปถึงการจัดหายุทโธปกรณ์เพื่อรองรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ขณะนั้นกองทัพบกยังไม่มีโดรนที่เตรียมรับมือไว้ จนกระทั่งการสู้รบระลอกที่ 2 มีการพัฒนาโดรนขนาดเล็กขึ้นมาใช้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งทหารปืนใหญ่ในพื้นที่ผลิตขึ้น เพื่อใช้ตรวจการณ์หน้า หาพิกัดเป้าหมายในการยิงปืนใหญ่ และพัฒนาไปสู่โดรนติดอาวุธ และตรวจการณ์กลางคืน
ทั้งนี้เหตุการณ์ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วและกองทัพบกไม่มีโดรนในอัตรา แต่ก็นับว่าเหตุการณ์ผ่านมาได้ด้วยดี หลังจากนั้นเริ่มมีระบบงบประมาณในห้วงถัดมา
“หลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จากที่ไม่รู้ว่าจะมีอะไรก่อน อะไรหลัง แต่สิ่งสำคัญคือต้องปกป้องอธิปไตย ปกป้องชีวิต และหยุดภัยคุกคามให้ได้ เนื่องด้วยเราไม่เคยมีภัยคุกคามในลักษณะนี้มาก่อน ดังนั้นจะมีคำถามหลายเรื่องที่กรรมาธิการถามมา
สำหรับการก่อสร้างหอประชุมกองทัพบก เกิดตามคำสั่งของ คสช. ซึ่งสร้างเสร็จเมื่อปี 66 ปัจจุบัน ได้ใช้ประโยชน์บ้าง เช่น ใช้ประชุมหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก รวมถึงกิจกรรมต่าง ๆ และมีบางส่วนราชการมาขอใช้ ขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือกับกรมบัญชีกลาง กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณารูปแบบการบริหารอาคารที่ถูกต้องและเหมาะสมกับระเบียบ
...
รวมถึงการกำหนดอัตราการนำส่งเป็นรายได้แผ่นดินในกรณีถ้าหากหน่วยงานรัฐภายนอก หรือ เอกชนจะเข้ามาใช้ เนื่องด้วยเป็นอาคารใหญ่ และใช้งบประมาณในการดำรงสภาพสูงมาก ตอนนี้กองทัพบกใช้ แต่ไม่ได้ใช้บ่อย เพราะต้องใช้งบในการดูแล ดำรงสภาพค่อนข้างสูง
สำหรับงบประมาณในการจัดหายุทโธปกรณ์ในจชต. 304 ล้านบาท จะซื้ออุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยให้กับกำลังพล รวมถึงอุปกรณ์พิเศษ เช่น กล้องตรวจการณ์กลางคืน ชิ้นส่วนอุปกรณ์ซ่อม ที่ต้องแยกเพราะว่า กำลังหลักของ ทบ. ซึ่งไม่เกี่ยวกับงบ กอ.รมน. ภาค4
พลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ชี้แจงว่า งบอัตรากำลังพลของหน่วยกองทัพภาคที่ 1 กองกำลังบูรพา และกองทัพภาคที่ 2 กองกำลังสุรนารี ที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณน้อยลง 1,000 กว่าล้านบาทเศษนั้น กองทัพบกมีแนวทาง 3 แนวทางแก้ปัญหา คือ 1. แปรญัตติเพิ่ม เพราะถือเป็นความจำเป็นเนื่องจากช่วงการปฏิบัติงานช่วงสู้รบไทย-กัมพูชา ที่ผ่านมาไม่ได้ใช้กำลังแค่กองทัพภาคที่ 2 แต่ได้นำกำลังมาจาก กาญจนบุรี สระบุรี และภาคเหนือไปใช้ด้วย ปัจจุบันมีการปรับลดยอดลงตามสถานการณ์ แต่ก็ยังเกินกว่าอัตราของกองกำลังสุรนารี และกองกำลังบูรพา ที่มีอยู่ปกติ 2. หากไม่ได้ก็อาจจะต้องของบกลาง 3. หากไม่ได้อาจจะต้องปรับลดกำลังคนลงตามงบที่ได้รับ โดยประเมิน 3-6 เดือนข้างหน้าว่าภัยคุกคามนั้นเราต้องมีกำลังพลไว้หรือไม่
สำหรับโครงการจัดหาระบบป้องกันภัยทางอากาศ กองทัพบกเตรียมความพร้อมตั้งแต่ระยะกลางถึงไกล สามารถตอบโต้อาวุธระยะวิถีโค้ง หรือ วิถีปล่อย กรณีบีเอ็ม 21 ไม่มีการนำวิถี มีรถในการเคลื่อนย้ายลำกล้อง แต่เราสามารถแจ้งเตือนได้ แม้ไม่สามารถทำลายได้ ส่วน PHL03 สามารถทำลายได้เมื่อตรวจพบว่าเป็นภัยกับเรา
ส่วนกรณีที่ระบุว่ากองทัพบกสำรองอาวุธจนล้นคลังนั้นเสนาธิการทหารบกชี้แจงว่า ในภาพรวมกองทัพทั่วโลกมีกระสุนสำรองสงคราม 90 วัน แต่ที่ผ่านมาทล.ได้งบประมาณจำกัดก็พยายามบีบงบตัวเองลงมาเหลือ 45 วันหรือต่ำกว่านั้น ปัจจุบันเรากำลังดำเนินการเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งคงต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าจะครบตามเพดานที่เรากำหนด