กมธ.งบฯ 2570 : “อ.วีระ” แนะกลาโหม-เหล่าทัพ นำเงินนอกงบประมาณมาใช้ ถามประเมินสถานการณ์ช่องแคบอย่างไร ด้าน ผบ.ทสส. แจง กองทัพไทยเฝ้าระวังอย่างยิ่งยวด และหลายประเทศในอาเซียนปรึกษาหารือร่วมกัน


เมื่อเวลา 10.58 น. วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 เข้าสู่การอภิปรายของ นายวีระ ธีระภัทรานนท์ ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยที่ประชุมกำลังพิจารณางบประมาณกระทรวงกลาโหม ว่า กระทรวงกลาโหมและเหล่าทัพ จัดทำงบประมาณคล้ายกับกระทรวงการต่างประเทศ มีหน่วยงานที่จะพิจารณาเพียง 6 หน่วยงาน คือ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพเรือ กองทัพอากาศ กองทัพบก และสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ซึ่งการจัดทำงบประมาณเช่นนี้จะไม่สามารถเห็นไส้ในได้เลย ตนไม่ได้เรียกร้องว่าต้องเปิดเผยทั้งหมด แต่มองว่าน่าจะถึงเวลาแล้วที่บางหน่วยงานระดับกรมบางกรมควรจะจัดทำงบประมาณแยกออกมาเพื่อให้เห็นภาพได้ชัดขึ้น เพราะงบประมาณมีความสลับซับซ้อนมาก ยังไม่รวมถึงเรื่องลับ เรื่องอาวุธ ซึ่งตนไม่ได้สนใจเพราะเป็นภารกิจที่ท่านทำได้อย่างสมบูรณ์แบบอยู่แล้ว เราเชื่อมั่น แต่รายการบางอย่างถ้าผู้บัญชาการเหล่าทัพ กระทรวงกลาโหม ทำให้ชัดเจนกว่านี้อีกนิด โดยเฉพาะในกรมที่เป็นหน่วยสนับสนุน

นายวีระ กล่าวต่อไปว่า สิ่งที่มีความข้องใจมากในส่วนของงบประมาณกองทัพ ตนไม่แน่ใจว่าส่วนที่เป็นหน่วยรบ กับหน่วยสนับสนุนการรบ การจัดงบประมาณได้สัดส่วนกับกำลังพลหรือไม่ ซึ่งในต่างประเทศสัดส่วนเขาน่าจะมากกว่าของเรา ซึ่งถ้าส่วนที่เป็นหน่วยรบ กับหน่วยสนับสนุนการรบไม่สอดคล้องกันในแง่กำลังคนและงบประมาณ ก็อาจจะต้องปรับ ทั้งนี้ ในแง่ภาพรวมตนไม่ตัดแม้แต่บาทเดียว โดยในปีนี้ได้ 203,284 ล้านบาท (ลดจากปีที่แล้วที่ได้ 204,241 ล้านบาท) ดูแล้วอาจจะไม่ได้ตัดทอนมาก แต่ก็ไม่ได้ลดลงมากจนน่ากลัว คิดว่าน่าจะโอเค ส่วนที่เป็นเงินนอกงบประมาณซึ่งเป็นเงินกู้ ตนไม่ติด เพราะมาจากหน่วยเดียวคือกองทัพเรือ 

...

จากนั้นระบุถึงปัญหาของการจัดทำงบประมาณ คือ มีรายการที่ยึดโยงกับเงินนอกงบประมาณ แต่กลับไม่ใช้เงินนอกงบประมาณเลยจากทุกเหล่าทัพ พร้อมยกตัวเลขให้เห็นภาพว่า กระทรวงกลาโหมมีเงินนอกงบประมาณสะสมเอาไว้ 19,220 ล้านบาท ณ สิ้นสุดปี 2568 แบ่งเป็นสำนักปลัดกระทรวงกลาโหม 765 ล้านบาท กองทัพบก 14,062 ล้านบาท กองทัพเรือ 421 ล้านบาท กองทัพอากาศ 3,289 ล้านบาท แต่การบริหารจัดการใช้วิธีอย่างนี้ มีส่วนหนึ่งที่เป็นรายได้นอกงบประมาณ 32,140 ล้านบาท รวมทุกเหล่าทัพ โดยมีรายจ่ายใกล้เคียงกัน เพราะฉะนั้นตัวเลขที่เป็นยอดเงินนอกงบประมาณสะสมที่ยกมา ก็ต้องบอกว่าค่อนข้างจะคงที่ พร้อมยกตัวอย่างปี 2568 มีเงินนอกงบประมาณสะสมคงเหลือยกมา 19,220 ล้านบาท ส่วนของปี 2569 อยู่ที่ 19,709 ล้านบาท เมื่อเทียบกับยอดที่ปรับลดคิดว่าไม่ค่อยสอดคล้องกัน

พร้อมมองว่ามีความจำเป็นที่หน่วยงานจะต้องเอาเงินส่วนนี้ออกมาใช้ ซึ่งในชั้นอนุกรรมาธิการหากมีการตัด แนะว่าแต่ละหน่วยควรจะหยิบเงินที่อยู่นอกงบประมาณสะสมที่ยกยอดมาเอามาตัดจ่าย ก่อนจะยกตัวอย่างที่เชื่อว่าอาจจะโดนตัด คือ กระทรวงกลาโหม งบประมาณปี 2570 เช่าและซื้อรถยนต์ทั้งหมด 1,494 คัน แบ่งเป็นเช่า 1,415 คัน ใช้เงิน 265 ล้านบาท ซื้อ 79 คัน 126 ล้านบาท รวม 2 รายการ ใช้เงิน 391 ล้านบาท ข้อเสนอคือ หากโดนตัดให้ต่อรองว่าจะเอาเงินสะสมมาสมทบ แบบนี้มองว่าจะคุยกันง่าย เพราะมีทั้งรถที่เกี่ยวกับหน่วยรบและไม่เกี่ยวกับหน่วยรบ ขอฝากไว้ให้พิจารณา

โดยช่วงนี้ นายวีระ กล่าวว่า เกรงใจจริงๆ ที่จะพูดเรื่องนี้ เพราะให้ตนพูดเฉพาะสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม กองทัพไทย และกองทัพเรือ ต้องขออภัยที่ใช้เวลามากไปนิดหนึ่ง ขณะนั้น นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธาน กมธ.งบประมาณ 2570 ทำหน้าที่ประธานการประชุม เอ่ยแซวพร้อมรอยยิ้มและเสียงหัวเราะว่า “ไม่นิดนะครับอาจารย์” โดย นายวีระ ได้กล่าวตอบกลับว่า “งั้นผมหยุดแค่นี้เลยดีไหมครับ” นายภราดร จึงกล่าวขึ้นว่า “เชิญต่อครับ”

ต่อมา นายวีระ ระบุว่า สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ไม่ได้เอาเงินนอกงบประมาณมาใช้แม้แต่บาทเดียว แต่ถ้าไปดูงบการเงิน หมายเหตุงบการเงินของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน โดยข้อมูลที่ทำและเป็นเกณฑ์แสดงความเห็นอย่างมีเงื่อนไข บอกว่า ข้อมูลทางการเงินของเงินนอกงบประมาณ ได้แก่ เงินอุดหนุนการสำรวจปิโตรเลียมบนบกในภาคเหนือ เงินบำรุงสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม และเงินลงทุน ซึ่งแก้ไขไปแล้ว แต่ที่ยังไม่ได้แก้ไขคือ กิจการวิทยุกระจายเสียงของสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ไม่ปรากฏอยู่ในงบการเงิน ซึ่งเข้าใจว่าเป็นคลื่น FM 90.5 ที่มีเรื่องสลับซับซ้อนอยู่ในนั้น แต่ขอไม่พูด

ในส่วนของกองทัพไทย ก็ไม่ได้นำเงินนอกงบประมาณมาใช้แม้แต่บาทเดียว แต่เมื่อดูหมายเหตุงบการเงินของผู้สอบบัญชีสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ระบุว่า เงินนอกงบประมาณประเภทกิจการวิทยุกระจายเสียง กองบัญชาการกองทัพไทย ไม่เป็นไปตามมาตรฐานการบัญชีภาครัฐ และนโยบายการบัญชีภาครัฐ ที่กำหนดให้รายงานการเงินจัดทำขึ้น 

ขณะที่กองทัพเรือ มีการใช้เงินนอกงบประมาณมาสมทบ แต่เป็นเงินกู้ต่างประเทศ เข้าใจว่าอาจจะเกี่ยวข้องกับการซื้อเรือ แต่ก็มีปัญหาเช่นกันคือ ในรายงานงบการเงินของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ในปี 2567 รายการเงินนอกงบประมาณ คือ พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทย เงินช่วยเหลือหรือความร่วมมือจากต่างประเทศ และสถานีวิทยุกระจายเสียงทหารเรือ (ส.ทร.) ซึ่งหลังปรับแล้วเหลือรายการเงินนอกงบประมาณที่ยังไม่ได้เอามาคำนวณในงบการเงิน คือ เงินช่วยเหลือหรือความร่วมมือจากต่างประเทศ และใหญ่สุดคือสถานีวิทยุกระจายเสียงทหารเรือ ซึ่งตนไม่ทราบว่ามีกี่คลื่น

นอกจากนี้ ยังมีรายการที่ตนคิดว่าจะเก็บไว้พูดในรอบ 2 คือ รายการที่เป็นรายได้ของแต่ละหน่วย รวมถึงรายการที่เป็นรายจ่ายที่ตนสงสัย เพราะฝั่งรายได้เป็นเงินเข้า แต่ฝั่งขาออกเข้าใจว่าเป็นเงินสวัสดิการหรือเงินบำเหน็จบำนาญ น่าจะเป็นทางกรมบัญชีกลางส่งมาให้ แต่ส่วนใหญ่ถ้าเป็นเหล่าทัพ กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ จะมีรายการหนึ่งที่สำคัญมากซึ่งเป็นรายรับเงินนอกงบประมาณ คือค่าบริการรักษาในโรงพยาบาล 

พร้อมระบุคำถามที่อยากจะฟังคำตอบจากหน่วยงานว่า “สิ่งที่เราเป็นห่วงในขณะนี้ ผมอยากจะรู้ว่าทางเหล่าทัพประเมินอย่างไร นั่นคือสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นบริเวณช่องแคบมะละกา และบริเวณช่องแคบไต้หวัน อาณาบริเวณที่เป็นทะเลจีนใต้ และอาณาบริเวณที่เป็นอันดามัน ถ้าเราไปพูดถึงช่องแคบฮอร์มุซ มันคือทะเลอาหรับ อ่าวเปอร์เซีย หรือช่องแคบที่จะไปออกทางคลองสุเอซ นั่นคือทะเลแดงและอ่าวเอเดน ผมอยากให้ท่านลองใช้ความรู้ความสามารถที่ท่านมีทั้งหมด ช่วยประเมินนิดนึงว่า อะไรที่มันคล้ายๆ กันเนี่ย เราจะบริหารจัดการอย่างไร ส่วนเรื่องที่เหลือเดี๋ยวผมขอถามในรอบ 2”

ทางด้าน พลเอกอุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ตอบว่า ช่องแคบมะละกา และช่องแคบไต้หวัน เป็นสิ่งที่ประเทศไทย กองทัพไทย จะต้องเฝ้าระวังอย่างยิ่งยวด ในรายละเอียดคงจะไม่กล่าวในที่นี้ แต่จะเรียนให้ทราบว่า ในกรณีของช่องแคบมะละกา และช่องแคบไต้หวัน หลายๆ ประเทศในกลุ่มอาเซียนได้มีการปรึกษาหารือและเฝ้าระวัง มีแนวความคิดในการที่จะดูแลและทำให้สถานการณ์ในพื้นที่ดังกล่าวไม่มีผลกระทบอันเกิดเหตุการณ์ใดๆ ในอนาคต นอกจากนั้นยังได้รับความสนใจจากมิตรประเทศนอกภูมิภาคเช่นเดียวกัน