มติเอกฉันท์ ที่ประชุมกรรมการสรรหา กสทช. ชี้ “หมอไห่ - นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์” ประธานกรรมการ กสทช. มีลักษณะต้องห้าม ถือว่าได้สละสิทธิ์เข้ารับตำแหน่ง ด้าน “หมอสุภัทร” หอบหลักฐานยื่นเพิ่ม
วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ที่ห้องประชุมกรรมาธิการ CA429 มีการประชุมของคณะกรรมการสรรหา กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) เพื่อพิจารณาและวินิจฉัยประเด็นคุณสมบัติของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ หรือ “หมอไห่” ประธาน กสทช. ว่าขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองอย่างมาก เนื่องจากอาจส่งผลต่อสถานะของประธาน กสทช. และการดำเนินงานขององค์กรในอนาคต
ทางด้าน นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตประธานชมรมแพทย์ชนบท เข้ายื่นหนังสือพร้อมหลักฐานให้บอร์ดสรรหา กสทช. เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาลงมติชี้ชะตาคุณสมบัติของ นพ.สรณ พร้อมกล่าวว่า วันนี้จะมีการพิจารณาคุณสมบัติ นพ.สรณ ซึ่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 ระบุชัดเจนในมาตรา 18 ว่าจะต้องลาออกภายใน 15 วัน หลังจากได้รับการคัดสรรจากวุฒิสภาให้เป็นกรรมการ กสทช. ซึ่งก็ตรงกับวันที่ 11 มกราคม 2565 แต่ นพ.สรณ ก็ยังมีสถานะเป็นลูกจ้างชั่วคราวในตำแหน่งแพทย์ ได้รับค่าตอบแทนเป็นรายชั่วโมงจากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม 2565 และจากการตรวจสอบระเบียบข้อบังคับว่าด้วยลูกจ้างเงินรายได้ พ.ศ. 2561 ของมหาวิทยาลัยมหิดล พบบทบัญญัติที่ระบุอย่างชัดเจนว่า คำว่า “ลูกจ้างชั่วคราว” ให้หมายความรวมถึงลูกจ้างรายเดือน รายวัน และรายชั่วโมงด้วย
...
นอกจากนี้ ยังปรากฏหลักฐานเชิงประจักษ์เป็นเอกสารการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 90) และหลักฐานการรับเงินรายได้จากการออกตรวจที่พรีเมียมคลินิก ในช่วงเดือนมกราคม-เมษายน พ.ศ. 2565 ซึ่งเป็นช่วงคาบเกี่ยวกับการเข้ารับตำแหน่ง กสทช. โดยมีรายได้รายเดือนเฉลี่ย 20,000-50,000 บาท อีกทั้งตามระเบียบทางการแพทย์ การที่บุคคลใดจะสามารถเข้าตรวจรักษาผู้ป่วยในโรงพยาบาลของรัฐได้ จะต้องมีสถานะเป็นแพทย์ประจำหรือลูกจ้างที่ได้รับอนุมัติอย่างถูกต้อง ไม่สามารถอ้างสถานะ “แพทย์จิตอาสา” โดยไม่มีการผูกพันทางนิติกรรมได้ กรณีดังกล่าวจึงถูกชี้ว่าเข้าข่ายขัดต่อ มาตรา 8 (2) แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งกำหนดให้ผู้ได้รับเลือกต้องลาออกจากการเป็นลูกจ้างหรือพนักงานของรัฐทั้งหมดก่อนเข้ารับตำแหน่ง
นพ.สุภัทร กล่าวต่อไปว่า ไม่เพียงแต่สถานะลูกจ้างรัฐเท่านั้น แต่ยังมีการตรวจสอบพบตารางเวรการออกตรวจของ นพ.สรณ บนเว็บไซต์ของโรงพยาบาลเอกชนและโรงพยาบาลรัฐหลายแห่ง โดยปัจจุบันตารางเวรดังกล่าวได้ถูกถอดออกจากระบบฐานข้อมูลของโรงพยาบาลแล้ว ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวทำให้เกิดการตั้งคำถามถึงการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ตามมาตรา 8 (3) เนื่องจากการเป็นกรรมการ กสทช. กฎหมายคาดหวังให้ปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลา ตามมาตรา 26 การแบ่งเวลาไปประกอบวิชาชีพเวชกรรมในโรงพยาบาลเอกชนหลายแห่งจึงอาจขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมาย
พร้อมเปิดหลักฐานสำคัญว่า เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2565 นพ.สรณ ได้รับเลือกให้เตรียมดำรงตำแหน่ง กสทช. ซึ่งตามกฎหมายต้องไม่รับตำแหน่งใดๆ เพิ่มเติมแต่ปรากฏว่าในเดือนกุมภาพันธ์ 2565 ธนาคารใหญ่แห่งหนึ่งมีการทาบทาม นพ.สรณ ด้วยวาจาให้มาเป็นกรรมการอิสระ ซึ่งเจ้าตัวได้ตอบรับและยื่นใบสมัคร จากนั้นในวันที่ 12 เมษายน 2565 ที่ประชุมผู้ถือหุ้นธนาคารดังกล่าวมีมติคัดเลือก นพ.สรณ เป็นกรรมการอิสระ และวันที่ 13 เมษายน 2565 วันถัดมา มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นพ.สรณ เป็น กสทช.
ทั้งนี้ หลักฐานระบุว่า หลังได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นพ.สรณ ไม่ได้ทำหนังสือลาออกจากตำแหน่งกรรมการอิสระธนาคารนั้นในทันที แต่กลับทำหนังสือถึงธนาคารเพื่อขอชะลอการรับตำแหน่ง และในการประชุม กสทช. ครั้งที่ 9 ในเดือนเมษายน 2565 ได้มีการส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความควบตำแหน่ง แต่ในเวลาต่อมากลับมีการดึงเรื่องดังกล่าวกลับคืน โดยมีการวิเคราะห์ว่าอาจเป็นเพราะแนวโน้มการตีความของกฤษฎีกาไม่เป็นคุณ จึงชิงถอนเรื่องออกมาก่อนเพื่อลดกระแสกดดัน
ส่วนเรื่องการขาดคุณสมบัติของ นพ.สรณ เคยผ่านการพิจารณาของคณะกรรมาธิการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม (ไอซีที) ของวุฒิสภามาแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. 2567 ซึ่งครั้งนั้น กรรมาธิการมีมติชัดเจนว่า นพ.สรณ ขาดคุณสมบัติ แต่ในยุคที่นายพรเพชร วิชิตชลชัย ดำรงตำแหน่งประธานวุฒิสภา กลับไม่มีการบรรจุเรื่องดังกล่าวเข้าสู่วาระการพิจารณา ส่งผลให้รายงานฉบับนี้ถูกแช่แข็งค้างเติ่งมานานกว่า 2 ปี การยื่นหลักฐานรอบใหม่ในวันนี้ จึงเป็นการส่งไม้ต่อให้ คณะกรรมการสรรหา กสทช. ชุดปัจจุบัน ซึ่งประกอบไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิระดับสูงของประเทศ อาทิ ตัวแทนจากศาลฎีกา, ศาลรัฐธรรมนูญ , ศาลปกครองสูงสุด (นายวิษณุ) และนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้มีความเชี่ยวชาญด้านโครงสร้างธนาคารโดยตรง มาร่วมพิจารณาและคาดว่าจะมีการลงมติอย่างเปิดเผยในวันนี้
นพ.สุภัทร ระบุอีกว่า สังคมและผู้บริโภคต่างจับตามองผลการพิจารณาในครั้งนี้อย่างใกล้ชิด เนื่องจาก กสทช. เป็นองค์กรอิสระที่มีความสำคัญต่อผลประโยชน์ของประชาชนโดยตรง แต่ที่ผ่านมากลับมีปัญหาเรื้อรังที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นปัญหาราคาค่าบริการอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือที่สูงขึ้น แนวโน้มการผูกขาดทางการค้าในธุรกิจโทรคมนาคม รวมถึงปัญหาของทีวีดิจิทัล ซึ่งหากการพิจารณาในวันนี้มีมติชี้ขาดที่ชัดเจน ก็จะเป็นการสร้างบรรทัดฐานด้านธรรมาภิบาล และทำให้ กสทช. สามารถเดินหน้าปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนได้อย่างแท้จริง
สำหรับการประชุมของกรรมการสรรหา กสทช. วันนี้ เนื่องจากเป็นประเด็นที่น่าสนใจ สื่อมวลชนได้ขึ้นมาติดตามและเก็บภาพบรรยากาศแต่มีการคุมเข้ม ไม่ให้สื่อมวลชนถ่ายภาพการประชุม โดยนำตำรวจรัฐสภา 3-4 นาย มายืนคุมที่หน้าห้องและสั่งห้ามไม่ให้บันทึกภาพหรือยืนหน้าประตู
ล่าสุดเมื่อเวลา 11.15 น. “คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า ศาสตราจารย์คลินิกสรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการ กสทช. มีลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 จึงถือว่าได้สละสิทธิ์เข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2565 จึงขอแจ้งให้ทราบโดยทั่วกัน”