กมธ.การสาธารณสุข จี้ปิดสุญญากาศกัญชา “สกลธี” แฉลักลอบส่งออกพุ่ง 56 ตัน ห่วงกระทบภาพลักษณ์ไทย พร้อมเร่งร่าง พ.ร.บ.ควบคุมกัญชา-กัญชง ยื่นพิจารณาประกบร่างของ สธ. คาดเข้าสภาฯ ม.ค. 2570 


วันที่ 16 กรกฎาคม 2569 เมื่อเวลา 13.00 น. นายสกลธี ภัททิยกุล ประธานคณะ กมธ.การสาธารณสุข แถลงข่าวที่รัฐสภา ถึงผลการพิจารณาสถานการณ์และปัญหาการลักลอบส่งออกกัญชาไปต่างประเทศ สืบเนื่องจากการประชุมคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์และปัญหาการลักลอบส่งออกกัญชาไปต่างประเทศ นำไปสู่การทำให้ประเทศไทยเสียชื่อเสียง เกิดผลกระทบที่ตามมาอย่างมากมาย เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายควบคุมกัญชาอย่างแท้จริง และมีเพียงประกาศกระทรวงสาธารณสุขเท่านั้นที่ใช้ในการควบคุมดูแล

นายสกลธี กล่าวต่อไป ประกอบกับจำนวนเจ้าหน้าที่ที่ไม่เพียงพอ ส่วนร่างพระราชบัญญัติควบคุมกัญชา กัญชง พ.ศ. …. ของกระทรวงสาธารณสุข อยู่ในขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็น คาดว่าจะนำเข้าสู่การพิจารณาของฝ่ายนิติบัญญัติเร็วที่สุด คือ มกราคม 2570 โดย กมธ.การสาธารณสุข ได้ตั้งคณะอนุ กมธ. เกี่ยวกับกฎหมายสาธารณสุขโดยรวม โดยนำร่าง พ.ร.บ.ควบคุมกัญชา กัญชง ของกระทรวงสาธารณสุข ขึ้นมาศึกษาเป็นวาระแรก และจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมให้ข้อมูล เพื่อร่างกฎหมายของ กมธ. ขึ้นมาพิจารณาพร้อมกับร่างของกระทรวงสาธารณสุข 

“โดยในช่วงปีงบประมาณ 2569 มีการจับกุมคดีเกี่ยวกับกัญชาจำนวน 6,000 กว่าคดี มีของกลางจำนวนประมาณ 56 ตัน และเมื่อเทียบกับปี 2567 มีของกลางจำนวนเพิ่มมากขึ้นถึง 16 เท่า โดยการขนส่งทางเครื่องบินและส่งพัสดุทางเรือ มีจุดหมายปลายทางที่สหราชอาณาจักรจำนวนมากที่สุด รองลงมาคือประเทศเนเธอร์แลนด์”

...

นายสกลธี ย้ำด้วยว่า ถึงแม้ปัจจุบันกรมศุลกากรจะแก้ไขระเบียบเกี่ยวกับโทษปรับการจับกุมกัญชา แต่ยังเทียบไม่ได้กับจำนวนเงินส่วนต่างที่ได้จากการลักลอบส่งออกไปขายในต่างประเทศ และเป็นที่น่าตกใจว่าแม้จะมีการจับกัญชาได้เป็นจำนวนมาก แต่โทษที่ได้รับเป็นเพียงโทษปรับเท่านั้น ไม่มีการขยายผลต่อเนื่องไปยังกลุ่มคนที่เกี่ยวข้อง

“คณะ กมธ.การสาธารณสุข จึงได้ประสานขอข้อมูลจากกรมศุลกากร และจะประสานคณะ กมธ. ที่เกี่ยวข้องร่วมกันผลักดัน เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบในช่วงที่ยังไม่มีกฎหมายควบคุม ผลกระทบที่เกิดขึ้นในปัจจุบันทำให้ประเทศไทยกลายเป็นแหล่งแพร่ระบาดของกัญชาเป็นวงกว้าง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวลเป็นอย่างยิ่ง คณะ กมธ.การสาธารณสุข จะดำเนินการในเรื่องดังกล่าวอย่างเข้มข้นต่อไป”