“การดี” สอนมวย “รมต.ลูกเทพ” เข้าใจเด็กอยากเกิด เสียดายโอกาสประเทศ แซวตัวเอง “อยู่อำเภอป้อมปราบศัตรูเพิ่ม” รองโฆษก ปชป. ชี้ บทพิสูจน์การทำจริง ไม่ใช่แค่สร้างหนี้ข้ามทศวรรษให้ประเทศตามชดใช้


เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 16 กรกฎาคม 2569 นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์ที่รัฐสภา ถึงกรณีกลุ่มรัฐมนตรีลูกเทพวิพากษ์วิจารณ์ตอบโต้กลับว่า พรรคประชาธิปัตย์ดีแต่พูด อยู่มา 30 ปีมีผลงานอะไรบ้าง ว่า ตนไม่อยากต่อปากต่อคำ ซึ่งคำว่าลูกเทพก็ไม่ใช่คำที่ตัวเองคิดเอง แต่สื่อใช้กัน และตนขอแก้ข่าวว่าพรรคประชาธิปัตย์อยู่มา 80 ปี ไม่ใช่ 30 ปี เพราะ 30 ปีน่าจะเป็นอายุของรัฐมนตรี

พร้อมมองว่าสถานการณ์ประเทศไทยขณะนี้ควรได้คนเก่ง และคนที่มีประสบการณ์มาบริหาร ขณะที่กลุ่มรัฐมนตรีในกลุ่มพิเศษก็อยากให้แสดงฝีมือมีผลงานมากๆ หลายคนจึงออกมาตอบโต้ตนต่อเนื่อง และหลายคนในนั้นตนไม่รู้จักเลย ต้องไปค้นหานามสกุลรัฐมนตรีเหล่านั้นอีกที แต่ก็ยังสามารถทำงานด้วยกันได้ เพราะยึดหลักเป็นฝ่ายตรวจสอบที่จะตรวจสอบทุกโครงการ ไม่หยุดบนพื้นฐานที่มีข้อแนะนำและข้อเสนอแนะ ซึ่งหากใจกว้างพอก็เชื่อว่าเราจะสามารถทำงานไปด้วยกันได้ดี เพราะประเทศไทยของเราต้องการคนเก่งมากๆ เพราะมีวิกฤติติดต่อกันมากแล้ว

...


ผู้สื่อข่าวถามต่อ แสดงว่ามองรัฐบาลขณะนี้ฝีมือไม่ถึงใช่หรือไม่ นางการดี กล่าวทีเล่นทีจริงว่า “ได้พาดหัวข่าวอีกอันหนึ่งแล้วนะ” ก่อนจะตอบต่อว่า หลายประเด็นที่ตนอึดอัดมากคือไม่ได้มองถึงวิสัยทัศน์-อนาคตที่ไกลไปกว่าการตัดสินงบประมาณเบื้องต้น วันนี้เรากำลังพูดถึงเรื่องใหญ่มากๆ เช่น เรื่องทิศทาง AI, ดาต้าเซ็นเตอร์, พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 หรือ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท แต่สิ่งที่อึดอัดใจมากกว่า คือ เราไม่เคยมีการวาดวิสัยทัศน์ของประเทศไทย การตัดสินใจของประเทศไทยที่ผ่านมาจึงการตัดสินใจที่เป็นเรื่องๆ ซ้ำมาถกเถียงในเรื่องนั้นๆ ในปัจจุบัน จึงพลาดโอกาสที่ดี นี่เป็นสิ่งที่ตนให้ความเห็นกับสื่อไป คือสิ่งที่ตนจะถามหามากกว่าประสบการณ์ เพราะเราอยู่ในภาวะที่ลำบาก จึงต้องได้คนที่มีความเข้าใจเชิงลึก แต่หากไม่รู้ก็ไม่เป็นไร ต้องหาคนที่มีความรู้หรืออยู่ในวิชาชีพนั้นมาให้ข้อมูล 

“สิ่งที่เราควรจะทำอย่างมาก คือการมองวิสัยทัศน์ร่วมของประเทศไทย เพราะวันนี้เรากำลังจะมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ จาก 13 ฉบับ เป็น 14 ฉบับ แต่การตัดสินใจใหญ่ๆ ของประเทศไทยเราไม่เคยมีการพูดถึงเลยว่า ในอนาคตของประเทศไทยในอุตสาหกรรมดิจิทัล เราจะเป็นผู้เล่นแบบไหน จะไปเป็นผู้สร้างอะไร อย่างเช่น โครงการ TH-AI Passport ที่ 5 ล้านคน รอใช้อยู่ก็ไม่ผิด แต่วันนี้ใช่เรื่องหรือไม่ หรือเอานำงบประมาณในโครงการนี้ 1,500 ล้านบาท ไปสร้างยุทธศาสตร์ที่ดีขึ้น” พร้อมกล่าวเชิงสัพยอกว่า “วันนี้พี่ก็อยู่อำเภอป้อมปราบศัตรูเพิ่ม ขอบคุณสำหรับทุกคนที่ชงมาวันนี้”

รองโฆษก ปชป. สวน “แนน” สาดโคลนบ้านเก่า สะท้อนวุฒิภาวะเอาใจนายใหม่

ทางด้าน นายพศิน ปิตุเตชะ รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และโฆษกพรรคภูมิใจไทย พาดพิงพรรคประชาธิปัตย์ด้วยวาทกรรม “ดีแต่พูด” ว่า พรรคประชาธิปัตย์ยังคงยึดมั่นในพุทธสุภาษิตที่ว่า “สจฺจํ เว อมตา วาจา - ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย” คำสาดโคลนใส่ร้ายป้ายสีพรรคที่ผ่านมา พรรคได้พิสูจน์แล้วว่า สิ่งที่ตายไปคือความไม่จริง ส่วนผลงานที่ประจักษ์หลายยุคหลายสมัยของรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์ เป็นสิ่งที่ลบล้างคำสบประมาทได้อย่างไร้ข้อกังขา และไม่คิดว่าคำสบประมาทเหล่านี้จะกลับมาอีกครั้งจากปากของศิษย์เก่าของพรรค ด้วยบทบาทหัวโขนใหม่ของความเป็นลูกเทพ ที่สาดโคลนพรรคเก่า แต่สะท้อนให้โดนพรรคที่สังกัด 

“การย้ายพรรคเป็นเรื่องปกติทางการเมือง หากมุ่งหวังทำเพื่อประเทศชาติบ้านเมืองเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่ย้ายออกไปเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว หรือตำแหน่งทางการเมือง และการพิสูจน์ตัวเองด้วยผลงาน โดยไม่จำเป็นต้องเหยียบย่ำบ้านหลังเก่า หรือด้อยค่าอดีตเพื่อนร่วมงานเพื่อสร้างผลงานให้เจ้านายใหม่ประทับใจ ล้วนสะท้อนถึงมารยาทและวุฒิภาวะทางการเมือง การใช้วาทกรรมผลิตซ้ำดีแต่พูด” 

นายพศิน กล่าวต่อไปว่า หากมองด้วยใจที่เป็นธรรมและข้อเท็จจริงเป็นที่ตั้ง จะพบว่าหลายนโยบายก็ยังใช้เป็นรากฐานของประเทศในปัจจุบัน ล้วนมาจากพรรคประชาธิปัตย์ อาทิ วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ที่ทั่วโลกเผชิญภาวะถดถอย รัฐบาลประชาธิปัตย์สามารถดึงตัวเลข GDP ที่ติดลบถึง -2% กลับมาเติบโตที่ระดับ +7% ได้สำเร็จ, โครงการรถไฟทางคู่ทั่วประเทศ, การริเริ่มผลักดันโครงข่ายรถไฟฟ้าชานเมือง รถไฟฟ้าสายสีม่วง-สายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย, โครงการขยายถนนสายหลัก 4 เลน ล้วนเป็นเมกะโปรเจกต์ที่ต้องใช้เวลาขับเคลื่อนและผลิดอกออกผลมาจนถึงทุกวันนี้, นโยบายเรียนฟรี 15 ปี, นมโรงเรียน, การยกระดับสถานีอนามัยเป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบล (รพ.สต.), การริเริ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และการดูแลค่าตอบแทนอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ล้วนเป็นนโยบายสวัสดิการสังคม( Social Safety Net ) ที่จับต้องได้และดูแลพี่น้องประชาชนมาจนถึงปัจจุบัน หรือแม้แต่จุดเริ่มต้นของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) หรือ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) เดิม ก็ถูกริเริ่มเสนอตั้งเป็นกฎหมายบังคับใช้พรรคประชาธิปัตย์ทั้งสิ้น

ในทางกลับกันสโลแกน “พูดแล้วทำ” แต่ทำแล้วล้มเหลวผิดพลาดต่างหากที่น่าอนาถใจ จนสังคมต้องตามล้างตามเช็ดกับนโยบายที่เกิดจากคำพูดพล่อยๆ หลายเรื่อง โดยเฉพาะตราบาปกัญชาเสรี กับคำพูดในอดีตทำนองว่า “พี่น้องนำมาพี้สูบกันเองก็ยังได้ครับ” กลายเป็นตราบาปที่กลุ่มการเมืองไม่กล้าพูดถึงในเวลานี้   การทำงาน 3 เดือนในฐานะ รมช. แล้วจะพยายามมีผลงานเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม แต่การทำงานที่สร้างโครงสร้างระดับชาติที่คงอยู่ข้ามทศวรรษ คือบทพิสูจน์ของการทำจริง ไม่ใช่แค่การเข้ามาสร้างหนี้ข้ามทศวรรษให้ประเทศชาติตามชดใช้แบบที่ทำอยู่ในปัจจุบัน “สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าจะเป็นลูกเทพ หรือลูกใคร สิ่งที่สังคมควรใช้ตัดสินไม่ใช่ชาติกำเนิดหรือความสัมพันธ์ แต่คือผลงาน วิธีการทำงาน และความซื่อสัตย์สุจริตในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์สูงสุดของพี่น้องประชาชน”