“รักชนก” รับ ไม่ได้รับความร่วมมือเท่าที่ควร หลัง “ไชยชนก” เบี้ยวแจง กมธ. ครั้งที่ 3 เหตุติดภารกิจต่างประเทศ ตั้งข้อสงสัยแก้สัญญา-คำนวณ Pay per Use ชี้สเปกจออาจมีมูลค่าจริง 9 ล้านบาท
วันที่ 16 ก.ค. 2569 ที่อาคารรัฐสภา นางสาวรักชนก ศรีนอก สส.พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมาธิการในวันนี้มีทั้งหมด 3 วาระ โดยวาระแรกเป็นการติดตามความคืบหน้าโครงการ TH AI Passport ซึ่งเดิมเข้าใจว่าจะเปิดให้ลงทะเบียนในวันที่ 15 กรกฎาคมที่ผ่านมา แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีการเปิดลงทะเบียน
นางสาวรักชนก กล่าวว่า วันนี้กรรมาธิการจะสอบถามถึงการแก้ไขสัญญา รวมถึงวิธีการคำนวณค่าใช้จ่ายในรูปแบบ Pay per Use ว่าสุดท้ายมีหลักเกณฑ์อย่างไร พร้อมทั้งยังมีข้อสงสัยอีกหลายประการ โดยเฉพาะกรณีที่ตัวแทนบริษัท คิวเมด อินเทอร์เน็ต จีเนียส ให้สัมภาษณ์ว่า จอแสดงผลที่ระบุไว้ในโครงการเป็นเพียงองค์ประกอบเล็ก ๆ มีมูลค่าประมาณ 900,000 บาท จึงไม่ใช่สาระสำคัญของโครงการ
อย่างไรก็ตาม น.ส.รักชนก ระบุว่า ข้อเท็จจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะแม้มูลค่าของจอจะดูไม่สูง แต่กลับเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สามารถใช้กำหนดผู้ชนะการประมูลได้ อีกทั้งจากการที่กรรมาธิการใช้วิธีการคำนวณในเชิงธุรกิจ พบว่า จอที่ระบุไว้ในรายละเอียดคุณลักษณะ (สเปก) ของโครงการ TH AI Passport หากรวมทั้งหมดแล้วน่าจะมีมูลค่าสูงถึงประมาณ 9 ล้านบาท ไม่ใช่เพียง 900,000 บาท ตามที่บริษัทกล่าวอ้าง
ส่วนการประชุมครั้งนี้ กรรมาธิการได้เชิญนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และนายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เข้าชี้แจงด้วย นั้น นางสาวรักชนก กล่าวว่า ได้รับแจ้งจากรัฐมนตรีว่าติดภารกิจเดินทางไปต่างประเทศ แต่ถือเป็นครั้งที่ 3 แล้วที่รัฐมนตรีไม่ได้เข้ามาชี้แจงต่อกรรมาธิการ ซึ่งมองว่าไม่ได้รับความร่วมมือเท่าที่ควร ทั้งที่โครงการดังกล่าวมีการเปิดให้อินฟลูเอนเซอร์สายเทคโนโลยีและผู้ที่เกี่ยวข้องบางส่วนทดลองใช้งานไปแล้ว
...
“เราอยากจะย้ำความสำคัญอีกครั้งนึงว่า แน่นอนว่าโครงการนี้ไม่ว่าฉากหน้าหรือว่าฟีเจอร์ของมันเนี่ยอาจจะดูดี อาจจะดูสมเหตุสมผล หรือว่าแม้กระทั่งตัวโครงการเองดิฉันก็คิดว่าก็เป็นการดีที่ให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนได้ใช้เอไอฟรี แต่จริง ๆ แล้วสิ่งที่เราจะต้องโฟกัสกันจริง ๆ ก็คือเรื่องของการล็อกสเปกในโครงการและบริษัทที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าทำโครงการนี้ก่อนที่จะมีทีโออาร์สำเร็จเสียอีก”
ส่วนวาระที่ 2 เป็นการพิจารณาโครงการ NDLP ซึ่ง น.ส.รักชนก ระบุว่า เป็นโครงการที่มีความผิดปกติ เนื่องจากมีการว่าจ้างที่ปรึกษากว่า 400 คน หรือเกือบ 500 คน แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับเป็นเพียงแพลตฟอร์มการเรียนรู้และเนื้อหาประมาณ 5,000 คอนเทนต์
นอกจากนี้ กรรมาธิการได้ขอรายชื่อที่ปรึกษาที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่าจ้าง รวมถึงขอข้อมูลจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่กลับไม่ได้รับรายชื่อดังกล่าว ทั้งที่ สพฐ. เป็นผู้ใช้งบประมาณว่าจ้างที่ปรึกษาโดยตรง จึงควรทราบว่าได้จ้างบุคคลใดบ้าง
ส่วนวาระที่ 3 เป็นการติดตามประเด็นด้านการปกครองท้องถิ่น โดย นางสาวรักชนก ระบุว่า จะนำประเด็นจากการประชุมของคณะกรรมาธิการกฎหมายเมื่อวานนี้มาต่อยอดในการพิจารณา เมื่อถามว่ารัฐบาลมีจุดยืนชัดเจนว่าจะเดินหน้าโครงการนี้แต่ส่วนการประชุมในกรรมาธิการจะพิจารณาโดยมีจุดมุ่งหมายอย่างไรต่อจากนี้ นางสาวรักชนก กล่าวว่า “จริง ๆ แล้วเป้าหมายสูงสุดของเราก็คืออยากจะให้ยกเลิกโครงการนะคะ ดิฉันก็ไม่เปลี่ยนแปลงเป้าหมาย แต่ว่าสิ่งที่เราอาจจะทำได้ในตอนนี้ก็คือทำให้โครงการนี้มันมีความคุ้มค่ามากที่สุด”
นางสาวรักชนก กล่าวเพิ่มเติมว่า เดิมโครงการกำหนดเปิดลงทะเบียนระหว่างวันที่ 5-10 มิถุนายน แต่สุดท้ายต้องเลื่อนออกมา 1 เดือน และมีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดหลายประการ ทั้งการปรับรูปแบบการใช้งานเป็น Pay per Use จากเดิมที่เป็นการเหมาจ่าย ซึ่งสะท้อนว่าโครงการอาจถูกออกแบบมาโดยขาดความรอบคอบตั้งแต่แรก
“แปลว่าโครงการเดิมเนี่ยคือตั้งใจจะทำให้มันไม่คุ้มค่า ตั้งใจจะทำให้มันไม่โปร่งใสตั้งแต่แรกอยู่แล้วหรือเปล่า ถ้ามันไม่เป็นข่าวขึ้นมาท่านก็ปล่อยเลยตามเลยนะคะ กินอิ่มนอนหลับแล้วก็กอบโกยกันฉ่ำเลยหรือเปล่า” นางสาวรักชนก กล่าว