“สุรเดช” ฟาดแรง ไฟไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ตอกย้ำ 2 บทเรียน ซานติก้า -เมาท์เท่นบี ไม่เคยล้อมคอก ซัดจนท.-เจ้าของกิจการ เห็นแก่ได้ ไม่คำนึงความปลอดภัยประชาชน จี้ เอาผิดอาญา-แพ่ง ลั่น งานนี้ต้องมีคนติดคุก ต่อไปต้องไม่มีผับแบบนี้ในประเทศอีก
วันที่ 14 กรกฎาคม 2569 นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงเหตุการณ์ไฟไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว สถานบันเทิงย่านลาดพร้าวเมื่อคืนวันที่ 12 กรกฎาคม ว่า ก่อนอื่นต้องขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง กับครอบครัวผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่า รัฐไม่เคยล้อมคอกปัญหานี้อย่างจริงจัง และยังแสดงให้เห็นอีกว่า มีความย่อหย่อนมาก จะกระตือรือร้นเฉพาะตอนเกิดเรื่องเท่านั้น แต่จากนั้นทุกอย่างเหมือนเดิม แทบไม่ได้รับการแก้ไขเลย ทั้งที่เราผ่านเหตุการณ์ในลักษณะนี้มาแล้ว 2 ครั้ง ทั้งโศกนาฏกรรมที่ซานติก้าผับ เมื่อปี 2552 และเมาท์เท่นบีผับ เมื่อปี 2565 ขนาดมีโอกาสได้ล้อมคอก แต่กลับล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ซึ่งสาเหตุของการเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากก็มาจากสาเหตุเดิมๆ คือ ไม่สามารถหนีออกได้ทัน ประตูหนีไฟมี แต่ใช้ไม่ได้ หรือใช้ได้ไม่กี่ประตู มี โครงสร้างอาคารและระบบความปลอดภัยที่บกพร่อง อาคารปิดทึบ ขาดช่องระบายอากาศ ไม่มีระบบสปริงเกอร์ดับเพลิง ซึ่งพื้นที่ขนาดใหญ่ หากเป็นสถานบริการในอาคารขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่ตั้งแต่ 500 ตารางเมตรขึ้นไป หรือตามเงื่อนไขความสูงของอาคารจำเป็นต้องติดตั้งระบบสปริงเกอร์ ซึ่งแม้สถานบันเทิงขนาดเล็กบางแห่งอาจถูกจัดประเภทเป็นร้านอาหาร หรือ อาคารชั้นเดียวตามใบอนุญาต ซึ่งอาจมีช่องว่างทางกฎหมายทำให้ไม่ต้องติดตั้งสปริงเกอร์ตามกฎหมายอาคารเดิม แต่ในแง่ของความปลอดภัยมาตรฐานสากล ถือเป็นสิ่งจำเป็นขั้นเด็ดขาด เนื่องจากมีปัจจัยเสี่ยงสูง ทั้งฝ้าเพดาน วัสดุลามไฟแอลกอฮอล์ และการอพยพที่ล่าช้า อย่างไรก็ดี หากอาคารมีข้อจำกัดในการติดตั้งสปริงเกอร์ กฎหมายอาจอนุญาตให้ใช้ระบบดับเพลิงอัตโนมัติชนิดอื่นที่เทียบเท่าได้
...
นายสุรเดช กล่าวว่า นอกจากนี้ ตนยังตั้งข้อสังเกตว่า เวลาเกิดไฟฟ้าลัดวงจร เหตุใดคัตเอาต์ถึงไม่ทำงาน รวมถึงวัสดุในการก่อสร้างไม่ได้เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย มีการใช้วัสดุติดไฟง่าย เมื่อปัญหาเหล่านี้ยังอยู่ นั่นหมายความว่า ที่ผ่านมามันไม่ได้รับการแก้ไขเลย และที่มันเกิดขึ้นได้มันมาจากความมักง่ายของผู้ประกอบการ และความบกพร่องของเจ้าหน้าที่ ซึ่งผู้ประกอบการมีหน้าที่ต้องทำให้ถูกต้องตามมาตรฐานทุกอย่าง แต่กรณีดังกล่าวหลายเรื่องไม่ได้มาตรฐานแต่กลับได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการ
“เรื่องนี้ตบมือข้างเดียวไม่ดัง แสดงว่า มีเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับการออกใบอนุญาต หรือได้รับประโยชน์เพื่อแลกกับการให้ผับดังกล่าวประกอบกิจการได้หรือไม่ นอกจากนี้การตรวจสอบเมื่อประกอบกิจการแล้ว มีการตรวจตราสม่ำเสมอต่อเนื่องหรือไม่ ถ้าตรวจสอบแล้วปล่อยผ่านมาได้อย่างไร เจ้าหน้าที่มองไม่เห็นความผิดปกติได้อย่างไร เว้นเสียแต่ว่า ได้รับผลประโยชน์ หรือที่คนทั่วไปรู้ดีว่า มีส่วย หรือไม่ ดังนั้น เรื่องนี้นอกจากจะเอาผิดผู้ประกอบการแล้ว ยังต้องเอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องด้วย มันต้องไม่จบแค่การเยียวยาเพียงไม่กี่บาท เพราะทุกชีวิตไม่อาจประเมินค่าได้” นายสุรเดช ระบุ
นายสุรเดช กล่าวอีกว่า เบื้องต้นในส่วนของเจ้าของสถานบันเทิงหรือผู้ประกอบการที่ปล่อยให้เกิดไฟไหม้ร้าน ต้องรับผิดชอบทั้งทางอาญา แพ่ง และกฎหมายควบคุมเฉพาะ สำหรับความผิดทางอาญา ต้องโดนทั้งข้อหาประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท ส่วนข้อหาประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือข้อหากระทำให้เกิดเพลิงไหม้โดยประมาทเป็นอันตรายแก่ชีวิตหรือทรัพย์สินของผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
นายสุรเดช กล่าวต่อว่า สำหรับเจ้าหน้าที่ ต้องเริ่มจากสำนักงานเขตในที่เกิดเหตุที่ละเลย เบื้องต้นต้องตรวจสอบผู้อำนวยการเขตในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติกฎหมายควบคุมอาคาร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง อาจต้องรับผิดชอบทั้งทางวินัย ทางแพ่ง และทางอาญา หากตรวจสอบพบว่ามีการละเลยการปฏิบัติหน้าที่ หรืออนุญาตให้ใช้อาคารและเปิดกิจการโดยขัดต่อกฎหมายความปลอดภัยอย่างชัดเจน เช่นเดียวกับการตรวจสอบเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่ ซึ่งเบื้องต้นจะต้องรับผิดทางอาญาฐานละเลยต่อหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และอาจมีความผิดทางละเมิด หากพบว่ารู้เห็นเป็นใจ ปล่อยปละละเลยหรือไม่ ดำเนินการตรวจสอบและระงับยับยั้งสถานบันเทิงที่เปิดโดยผิดกฎหมาย ไม่ได้รับใบอนุญาต หรือไม่มีมาตรฐานความปลอดภัย
“ครั้งนี้เห็นได้ชัดว่า ถึงเวลาที่ต้องจริงจังกับเหตุการณ์โศกนาฏกรรมแบบนี้ได้แล้ว ไม่ใช่คอยลูบหน้าปะจมูกเหมือนที่ผ่านๆ มา ผู้ที่กระทำผิดทั้งหมดต้องได้รับโทษ เจ้าของกิจการต้องถูกจำคุกเพื่อเป็นบทเรียนให้กับกิจการอื่นๆ ไม่ให้ปล่อยปละละเลยหรืออาศัยช่องว่างจนเกิดการสูญเสียอีก และต่อไป ต้องไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก ต้องไม่มีผับแบบนี้ในประเทศไทยอีก ไม่ใช่แค่ใน กทม. แต่ต้องทำเสมอภาคทั่วประเทศ ทุกจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยเฉพาะผู้กำกับ ในพื้นที่ ต้องดูแลอย่างเข้มงวด เพราะนี่ไม่ใช่ความประมาท แต่มันคือความเห็นแก่ตัวและไร้ความรับผิดชอบของบางคน บางกลุ่มที่เห็นแก่ได้มากกว่าความปลอดภัยของผู้อื่น” นายสุรเดช ระบุ