ครม. รับทราบผลประชุม 3 อนุสัญญาสิ่งแวดล้อมโลก เดินหน้าคุมสารเคมีอันตราย–ของเสียข้ามแดน ยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมไทยตามพันธกรณีระหว่างประเทศ
วันที่ 14 กรกฎาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาบาเซลว่าด้วยการควบคุมการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตรายและการกำจัด สมัยที่ 17 การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญารอตเตอร์ดัมว่าด้วยกระบวนการแจ้งข้อมูลสารเคมีล่วงหน้าสำหรับสารเคมีอันตรายและสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชและสัตว์บางชนิดในการค้าระหว่างประเทศ สมัยที่ 12 และการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสตอกโฮล์มว่าด้วยสารมลพิษที่ตกค้างยาวนาน สมัยที่ 12 พร้อมเห็นชอบแนวทางที่ประเทศไทยจะดำเนินการตามมติสำคัญของทั้ง 3 อนุสัญญา เพื่อยกระดับการบริหารจัดการสารเคมีและของเสียอันตรายให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ควบคู่กับการคุ้มครองสุขภาพประชาชนและสิ่งแวดล้อม
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ภายใต้ อนุสัญญาบาเซล ประเทศไทยจะเดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การควบคุมการเคลื่อนย้ายของเสียอันตรายระหว่างประเทศในช่วงปี 2568–2574 โดยกำหนดมาตรการป้องกันการลักลอบนำเข้าของเสียอันตรายผ่านการสำแดงข้อมูลอันเป็นเท็จ ปรับปรุงแนวทางการกำจัดของเสียให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และดำเนินโครงการสำรวจของเสียพลาสติกร่วมกับศูนย์ภูมิภาคของอนุสัญญาบาเซลและอนุสัญญาสตอกโฮล์มประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
นอกจากนี้ ภายใต้ อนุสัญญารอตเตอร์ดัม ประเทศไทยจะดำเนินการแจ้งมติการนำเข้าสารเคมีต่อสำนักเลขาธิการอนุสัญญา โดยกำหนดให้การนำเข้าสาร Fenthion ต้องขึ้นทะเบียนและได้รับใบอนุญาตก่อนนำเข้า พร้อมวางแผนควบคุมเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ภายใน 5 ปี ขณะที่การนำเข้าสาร Carbosulfan จะต้องได้รับใบอนุญาตก่อนนำเข้าเช่นกัน เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการบริหารจัดการสารเคมีอันตรายของประเทศ
...
ส่วน อนุสัญญาสตอกโฮล์ม ประเทศไทยจะเร่งดำเนินมาตรการควบคุมสารมลพิษตกค้างยาวนาน (POPs) ชนิดใหม่ ได้แก่ กลุ่มสาร MCCPs และ Long-chain PFCAs รวมทั้งดำเนินการจัดประเภทพิกัดศุลกากร กำหนดมาตรการควบคุมการนำเข้า–ส่งออก จัดทำทะเบียนการใช้สารเคมีที่ได้รับการยกเว้นในกรณีจำเป็น สำรวจข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่ยังมีสาร POPs เป็นส่วนประกอบ และจัดทำรายงานผลการดำเนินงานของประเทศส่งต่อสำนักเลขาธิการอนุสัญญาภายในกรอบเวลาที่กำหนด
นางสาวลลิดา กล่าวว่า การดำเนินงานตามมติของทั้ง 3 อนุสัญญาจะอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ได้แก่ กรมควบคุมมลพิษ กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมศุลกากร และกรมวิชาการเกษตร เพื่อยกระดับระบบกำกับดูแลสารเคมีและของเสียอันตรายของประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ