ที่ประชุม ครม. 14 ก.ค. 69 เห็นชอบขยายเกณฑ์ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569” ปรับปรุงเงื่อนไขใหม่ ช่วยกลุ่มเปราะบางเข้าถึงสิทธิได้มากขึ้น ไม่นำเกณฑ์ลดหย่อนภาษีเลี้ยงดูพ่อแม่มาเป็นเกณฑ์ 


วันที่ 14 กรกฎาคม 2569 เมื่อเวลา 12.40 น. ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง ร่วมแถลงมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เรื่อง ข้อเสนอโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล 

นางสาวรัชดา กล่าวว่า การปรับปรุงเกณฑ์โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 มีเป้าหมายเพื่อให้การช่วยเหลือของรัฐบาลเข้าถึงผู้มีรายได้น้อย กลุ่มเปราะบาง และผู้ที่เดือดร้อนอย่างแท้จริง โดยนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้มีการทบทวนและปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและข้อเท็จจริง หลังได้รับเสียงสะท้อนจากประชาชน ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ความเห็นชอบ 

...

ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบข้อเสนอเพิ่มเติมโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ตามที่คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม เสนอ ดังนี้

1. เพิ่มเติมกลุ่มเป้าหมายของโครงการฯ ปี 2569 โดยนำกลุ่มผู้ไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรฯ) ที่เป็นกลุ่มชายขอบ/กลุ่มตกหล่น (กลุ่มชายขอบ) ซึ่งกระทรวงมหาดไทย (มท.) ได้มีการสำรวจในช่วงการลงทะเบียน (ระหว่างวันที่ 4-21 มิถุนายน 2569) จำนวน 5.4 ล้านคน เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติตามโครงการฯ ปี 2569 ต่อไป

2. ไม่นำเกณฑ์คุณสมบัติข้อ 3 บุคคลที่ไม่เข้าข่ายได้รับสิทธิ ข้อย่อย 3.12 บิดา มารดาของผู้มีเงินได้ ที่ผู้มีเงินได้ได้ใช้สิทธิหักลดหย่อนเงินได้พึงประเมินสำหรับค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดา มารดามาเป็นเกณฑ์คุณสมบัติโครงการฯ ปี 2569 เนื่องจากอาจจะกระทบต่อผู้มีเงินได้และบิดามารดาของผู้มีเงินได้ตามสิทธิฯ ในปัจจุบัน

3. ปรับปรุงเกณฑ์คุณสมบัติโครงการฯ ปี 2569 จาก “ไม่มีวงเงินสินเชื่อ หรือมีวงเงินสินเชื่อรวมทุกประเภทหนี้และรวมทุกบัญชีไม่เกิน 100,000 บาท ตามระบบฐานข้อมูลบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด” เป็น “ไม่มีวงเงินสินเชื่อ หรือมีวงเงินสินเชื่อรวมทุกประเภทหนี้และรวมทุกบัญชีไม่เกิน 100,000 บาท ตามระบบฐานข้อมูลบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด โดยไม่รวมวงเงินสินเชื่อเพื่อการเกษตรกรรม” เนื่องจากสินเชื่อภาคการเกษตรมีลักษณะแตกต่างจากสินเชื่อทั่วไป โดยเป็นสินเชื่อที่ผูกพันตามรอบฤดูกาลเพาะปลูก และในบางกรณีเป็นการเยียวยาบรรเทาผลกระทบจากภัยพิบัติธรรมชาติ ไม่สะท้อนถึงความสามารถในการเข้าถึงสินเชื่อหรือฐานะทรัพย์สินของผู้มีเงินได้ เช่นเดียวกับสินเชื่อประเภทอื่น

4. กำหนดให้ผู้ผ่านเกณฑ์การพิจารณาคุณสมบัติโครงการฯ ปี 2569 เริ่มใช้สิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ (สิทธิฯ) ดังนี้ 

  • ผู้มีบัตรฯ รายเดิม เริ่มใช้สิทธิฯ ตามโครงการฯ ปี 2569 ได้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป 
  • ผู้ได้รับบัตรฯ รายใหม่ เริ่มใช้สิทธิฯ ตามโครงการฯ ปี 2569 ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

นางสาวรัชดา กล่าวต่อไปว่า จากมติ ครม. ดังกล่าวนี้ คณะกรรมการฯ จะนำกลุ่มเป้าหมายทั้งหมดไปตรวจสอบคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่ทบทวนข้างต้น และจะประกาศผลการพิจารณาคุณสมบัติในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 06.00 น. ผ่านช่องทางต่างๆ ได้แก่ เว็บไซต์ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th (หรือ https://welfare.mof.go.th) แอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” แอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง (ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย)

โฆษกรัฐบาล ระบุในตอนท้ายว่า “การปรับปรุงเกณฑ์ในครั้งนี้ จะสามารถช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบาง ยากไร้ที่สุด เพิ่มขึ้น ทำให้เกิดการบูรณาการนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล นอกจากนี้ยังช่วยให้การคัดกรองมีความแม่นยำ เป็นโอกาสให้ประชาชนกลุ่มเป้าหมายสามารถเข้าถึงสวัสดิการแห่งรัฐได้อย่างทั่วถึงและเหมาะสมตามวัตถุประสงค์ของโครงการฯ อย่างแท้จริง”