โฆษก กมธ.งบประมาณ 2570 เผย ตั้ง 8 คณะอนุฯ ช่วยกรองงาน ให้ยึดกรอบเป้าหมาย-คุณภาพ-ยืดเวลาใช้ ไฟเขียวตัดงบฯ ซ้ำซ้อนยกโครงการถ้าไม่ตอบโจทย์ชาติ ยันเห็นตรงฝ่ายค้านตัดงบกลางซ้ำซ้อน พ.ร.ก.กู้เงิน


เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 14 กรกฎาคม 2569 นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 แถลงที่รัฐสภา ถึงการตั้งอนุ กมธ. ใน กมธ.งบประมาณปี 2570 ว่า ที่ประชุมได้มีมติตั้ง อนุ กมธ. ขึ้นมา 7+1 คณะ เพื่อที่จะลงลึกไปในงบประมาณของแต่ละกระทรวงให้มีประสิทธิภาพ และประหยัดเวลาการพิจารณาในห้องกมธ.ใหญ่มากยิ่งขึ้น โดยทั้ง 7 คณะประกอบด้วย

1. อนุ กมธ.ฝึกอบรม สัมมนา ประชาสัมพันธ์ ค่าจ้างเหมาบริการ ค่าจ้างที่ปรึกษา ค่าเช่า ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการต่างประเทศ งบดำเนินงาน งบเงินอุดหนุน และงบรายจ่ายอื่น

2. อนุ กมธ.ครุภัณฑ์ ICT และทุนหมุนเวียน 

3. อนุ กมธ.ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 

4. คณะอนุ กมธ.ท้องถิ่น เทศบาลนคร เทศบาลเมือง เทศบาลตำบล และเงินอุดหนุน ที่จัดสรรให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (องค์การบริหารส่วนตำบล) ของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น 

5. อนุ กมธ.จังหวัด กลุ่มจังหวัด องค์การบริหารส่วนจังหวัด กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา และรัฐวิสาหกิจ 

6. อนุ กมธ.ด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและการถ่ายทอดเทคโนโลยี 

7. อนุ กมธ.แผนงานบูรณาการ หน่วยงานของรัฐสภา หน่วยงานของศาล หน่วยงานขององค์กรอิสระและองค์กรอัยการ และกองทุนในกำกับ 

ซึ่งหลังจากที่ อนุ กมธ. ทั้ง 7 คณะ ทำงานได้ระยะหนึ่ง ก็จะตั้งคณะที่ 8  เป็นอนุ กมธ.ข้อสังเกตเพื่อพิจารณากลั่นกรองในภาพรวมอีกครั้ง ก่อนนำเข้าพิจารณาใน กมธ.งบประมาณชุดใหญ่

...

นายกรวีร์ กล่าวต่อไปว่า โดยการทำงานของคณะอนุ กมธ. วางกรอบไว้ไม่เกิน 30 วัน เพื่อให้คณะอนุ กมธ. 7 คณะได้พิจารณารายละเอียดของแต่ละหน่วยงานตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย โดยยึดกรอบพิจารณาใหญ่ คือ TQD  กล่าวคือ 

T คือ target (ทาร์เก็ต) หรือเป้าหมายที่มุ่งเน้นให้การพิจารณางบประมาณตอบโจทย์ตรงเป้าต่อภารกิจต่างๆ ที่เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล และตรงเป้าในการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน ตรงเป้าในการทำภารกิจสำคัญของรัฐบาลให้บรรลุวัตถุประสงค์

Q คือ Quality (ควอลิตี้) หรือคุณภาพ ให้คำนึงถึงจำนวนปริมาณในการใช้งบประมาณให้เหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์ และภารกิจในปัจจุบัน เรื่องไหนที่จำเป็นปรับลดได้ เช่น จำนวนของคุรุภัณฑ์ต่างๆ คอมพิวเตอร์ หรือจำนวนผู้เข้าร่วมในโครงการต่างๆ หากมีการปรับลดได้ก็ขอให้ปรับลด เพื่อให้ ประหยัดงบประมาณให้ได้มากที่สุด 

D คือ Duration (ดูเรชัน) หรือระยะเวลาความต่อเนื่อง อาทิ สิ่งของต่างๆ ในครุภัณฑ์ เช่น รถยนต์ยานพาหนะ พิจารณาในการยืดอายุการใช้งานให้ยาวขึ้น หรืออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ก็ให้ยืดเวลาการใช้งานของหน่วยงานต่างๆ ให้มากขึ้นด้วย 

ส่วนแนวทางการพิจารณาของอนุ กมธ. นั้น ให้ยึดตามกรอบภารกิจสำคัญของรัฐบาล นโยบาย และแผนยุทธศาสตร์ชาติ ถ้าหน่วยงานไหนเสนองบประมาณซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่นก็ให้ตัดปรับลดโครงการได้เป็นรายโครงการ ไม่ใช่ปรับลดยอดล่ำซำ เช่น ในปีที่ผ่านมาอาจมีบางหน่วยงานขอปรับลดเป็นก้อน แล้วให้หน่วยงานเกลี่ยงบประมาณเอาเอง หรือบางครั้งมีการปรับลดโดยพิจารณาเป็นรายเปอร์เซ็นต์ แล้วให้หน่วยงานไปพิจารณาเองว่าจะปรับอย่างไร การปรับลดงบฯ ปีนี้ จะไม่ได้ปรับลอยๆ แต่ต้องดูถึงความจำเป็นโครงการไหนที่ไม่จำเป็น แม้จะมีมูลค่ากี่ร้อยล้านบาท ถ้าไม่ตอบโจทย์ประเทศก็ให้ตัดทิ้งทั้งโครงการได้ 

ดังนั้น การปรับลดโครงการลักษณะแบบนี้จะทำให้ประชาชนสามารถตรวจสอบการทำงานของ กมธ.งบฯ ได้ว่าเป็นการปรับลดงบแบบตรงไปตรงมาหรือไม่ หรือปรับเพื่อสนับสนุนกลุ่มการเมืองใดเป็นพิเศษหรือไม่ จะทำให้การพิจารณาปรับลดงบฯ มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และติดตาม ตรวจสอบได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ว่าโครงการไหนที่ถูกปรับลดออกไป ปีนี้ กมธ.ชุดใหญ่ จะให้อนุ กมธ. เข้ารายงานได้ถี่ครั้งขึ้น คือทุก 15 วัน เพื่อรับทราบปัญหาและอุปสรรคในการปรับลดงบฯ ลง เพื่อช่วยกันปรับลด และแก้ไขปัญหาการทำงานของอนุ กมธ. ด้วย 

เมื่อถามว่ากรณีที่ฝ่ายค้านระบุเตรียมที่จะตัดงบกลาง 12,000 ล้านบาท ที่มีความซ้ำซ้อนกับพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 หรือ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทนั้น นายกรวีร์  กล่าวว่า ต้องมาดูกันเพราะในการพิจารณาของ กมธ.งบฯ เราดูถึงความจำเป็นเป็นหลัก หากโครงการไหนที่ซ้ำซ้อน คิดว่าทุกพรรคยินดีเพื่อจะให้การใช้งบประมาณในปีนี้เกิดประสิทธิภาพและคุ้มค่าสูงสุด ดังนั้น ถ้างบประมาณไหนที่เป็นงบกลาง และซ้ำซ้อนกับเงินกู้ หรือซ้ำซ้อนกับโครงการอื่นๆ เราก็มีเจตนาเดียวกัน คือปรับลดลงเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด.