สส.พรรคประชาชน เปิดปมกฎหมายโซนนิ่งสถานบริการปี 09 ล้าหลัง ยื่น 3 ข้อเสนอเร่งด่วนตรวจผับบาร์ทั่วกรุงป้องกันซ้ำรอย


จากโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่เมื่อคืนวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 เหตุเพลิงไหม้ที่ “โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว” ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก จุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงมาตรฐานความปลอดภัยของสถานบันเทิงในประเทศไทยอีกครั้ง เรื่องนี้นายปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน ในฐานะอดีตรองประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาทบทวน พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ. 2509 กล่าวว่า โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นนอกจากเรื่องมาตรการความปลอดภัยเฉพาะหน้าแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงระบบและโครงสร้างที่เรื้อรังมานาน โดยเฉพาะเรื่องการจัด “โซนนิ่ง” (Zoning) ของสถานบริการในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

นายปารเมศระบุว่า ตาม พ.ร.ฎ.กำหนดเขตพื้นที่เพื่อการอนุญาตให้ตั้งสถานบริการในท้องที่กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2545 มีการจำกัดพื้นที่ตั้งสถานบริการไว้เพียง 3 จุดหลัก คือ ย่านพัฒน์พงษ์, ย่านเพชรบุรีตัดใหม่-มักกะสัน และย่านรัชดาภิเษก เท่านั้น แต่ในความเป็นจริงปัจจุบันมีร้านเหล้า ผับ บาร์ กระจายตัวอยู่ทั่วหัวเมืองใหญ่ กฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงนี้จึงทำให้เกิดการหลีกเลี่ยงกฎหมาย

สิ่งที่พบเห็นจนชินตาคือ ผู้ประกอบการหันไปจดทะเบียนเป็น “สถานประกอบการที่คล้ายสถานบริการ” หรือ “ร้านอาหารที่จำหน่ายแอลกอฮอล์” แทน เนื่องจากต่อให้ต้องการจดทะเบียนเป็นสถานบริการให้ถูกต้อง ก็ไม่สามารถทำได้เพราะติดเงื่อนไขเรื่องทำเลที่ตั้งนอกโซนนิ่ง หากจดเป็น “สถานบริการ”: จะถูกบังคับตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคารฯ อย่างเข้มงวด ต้องใช้วัสดุตกแต่งและวัสดุซับเสียงชนิดทนไฟหรือไม่ลามไฟ มีระบบระบายควัน สปริงเกอร์ และขนาดทางหนีไฟที่สัมพันธ์กับจำนวนคน

...

หากจดเป็น “ร้านอาหารกึ่งผับ”: จะอยู่ภายใต้มาตรฐานอาคารระดับร้านอาหารทั่วไป ไม่มีข้อบังคับเรื่องวัสดุซับเสียง ทำให้ผู้ประกอบการมักเลือกใช้โฟมซับเสียงราคาถูก ซึ่งกลายเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีที่ทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว และมีบทลงโทษทางกฎหมายที่เบากว่ามาก

นายปารเมศ ชี้ว่า การแก้ไขเรื่องโซนนิ่งให้สอดคล้องกับความจริงไม่ใช่การเอื้อประโยชน์ให้ผู้ประกอบการ แต่เป็นการดึงร้านเหล่านี้เข้ามาอยู่ในระบบ เพื่อให้หน่วยงานรัฐสามารถเข้าไปตรวจสอบ กำกับดูแล และบังคับใช้มาตรฐานความปลอดภัยทางสถาปัตยกรรมขั้นสูงสุดได้อย่างแท้จริง

ปัจจุบันมีความพยายามแก้ไข พ.ร.บ.สถานบริการฯ เพื่อโอนอำนาจการกำหนดโซนนิ่งจากเดิมที่เป็นของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ไปอยู่ในมือขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งหากแก้ไขสำเร็จ ในส่วนของกรุงเทพฯ ผู้ว่าฯ กทม. จะเป็นผู้มีอำนาจบริหารจัดการพื้นที่ให้ตรงกับความเป็นจริงได้ทันที จึงขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งขับเคลื่อนการแก้ไขกฎหมายเชิงโครงสร้างนี้

นอกจากแผนระยะยาวแล้ว สส.พรรคประชาชน ยังได้เสนอแนวทางเร่งด่วนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ปูพรมตรวจสอบสถานประกอบการ ร้านอาหาร ผับ และบาร์ ทั่วกรุงเทพฯ โดยมุ่งเน้นใน 3 ประเด็นสำคัญ คือ ทางเข้า-ออก และทางหนีไฟต้องมีขนาดกว้างขวางเพียงพอ ป้ายไฟบอกทางต้องเด่นชัด และห้ามมีสิ่งกีดขวางหรือถูกล็อกโดยเด็ดขาดในเวลาทำการ อุปกรณ์และระบบดับเพลิง ระบบสัญญาณเตือนภัย ต้องได้รับการตรวจสอบว่าอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน 100%  บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดกับร้านที่ลักลอบเปิดโดยไม่มีใบอนุญาต หรือร้านที่มีการดัดแปลงโครงสร้างและใช้วัสดุตกแต่งที่ติดไฟง่ายภายในอาคาร

“ชีวิตของทั้งผู้ใช้บริการและพนักงาน มีค่าเกินกว่าจะนำมาแขวนไว้กับความหละหลวมของสถานประกอบการ หรือความล้าหลังของกฎหมาย หวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทเรียนราคาแพงครั้งนี้ จะนำไปสู่การตรวจสอบอย่างโปร่งใส และสร้างความเปลี่ยนแปลงด้านความปลอดภัยทั้งในทางปฏิบัติและทางกฎหมายได้อย่างแท้จริงครับ” นายปารเมศ กล่าวทิ้งท้าย