"วรวงศ์ รามางกูร" จวกยับนโยบาย "ข้าวแกง 40 บาท" แค่ลูบหน้าปะจมูกเน้นประชาสัมพันธ์ เสี่ยงผู้บริโภคได้อาหารเกรดต่ำ ซัดพาณิชย์สอบตก 


วันที่ 13 กรกฎาคม 2569 นายวรวงศ์ รามางกูร อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ ออกโรงวิพากษ์วิจารณ์นโยบาย “ข้าวแกง 40 บาท” ของรัฐบาลอย่างดุเดือด โดยระบุว่าเป็นการใช้งบประมาณจำนวนมากไปกับมาตรการเชิงประชาสัมพันธ์มากกว่าการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ เปรียบเสมือนการ “ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ” และมาตรการลูบหน้าปะจมูกที่ไม่สามารถสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Growth Policy) ได้อย่างยั่งยืน

"สุดท้ายประชาชนอาจได้ข้าวแกงราคา 40 บาทเพียงไม่กี่เมนู และเฉพาะร้านที่เข้าร่วมโครงการเท่านั้น ขณะที่ปริมาณหรือคุณภาพของอาหารอาจลดลง ส่วนผู้ประกอบการเป็นผู้ได้รับเงินอุดหนุนโดยตรงจากภาครัฐ จึงต้องตั้งคำถามว่า ผู้ได้รับประโยชน์ที่แท้จริงคือใครกันแน่" นายวรวงศ์กล่าว

นายวรรงค์กล่าวต่อว่า จากการที่รัฐบาลเตรียมอุดหนุนเงินค่าวัตถุดิบรายละ 3,000 - 10,000 บาท ตั้งเป้านำร่อง 100,000 ร้านค้า เป็นเวลา 3 เดือน หากหมดเวลาอุดหนุนแล้ว ร้านค้าจะยังขายราคานี้ได้หรือไม่ นอกจากนี้ นโยบายดังกล่าวยังส่งผลกระทบเชิงลบต่อระบบเศรษฐกิจในหลายด้าน ร้านค้าอาจจัดทำเมนูราคาพิเศษเพียง 1-2 รายการเพื่อรับเงินอุดหนุน แต่ต้องลดปริมาณหรือใช้วัตถุดิบต่ำเกรดเพื่อคุมต้นทุน สร้างการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมระหว่างร้านที่เข้าร่วมและไม่เข้าร่วมโครงการ ทำให้ผู้ประกอบการหันไปพึ่งเงินอุดหนุนมากกว่าการเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ จนรัฐอาจต้องแบกงบประมาณระยะยาว

นายวรวงศ์ระบุว่า ต้นทุนอาหารที่แพงขึ้นเกิดจากตลอดห่วงโซ่การผลิต ทั้งค่าวัตถุดิบ ค่าไฟฟ้า ค่าแก๊สหุงต้ม ค่าน้ำมัน ค่าขนส่ง และค่าแรง พร้อมยกข้อมูลกระทรวงพาณิชย์ที่ชี้ว่าไทยกำลังเผชิญภาวะ “ค่าครองชีพสูงถาวร” (High Cost of Living) จากราคาพลังงานที่สูงต่อเนื่อง จึงขอให้รัฐบาลนำแนวคิดของนายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พรรคเพื่อไทย ในอดีตมาปรับใช้ คือการพิจารณาปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเป็นการชั่วคราว เพื่อลดต้นทุนระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง เพราะการป้องกันไม่ให้ราคาสินค้าขึ้น ทำได้ง่ายกว่าการดึงราคาลงในภายหลัง

...

นายวรวงค์กล่าวยังแสดงความกังวลว่า รัฐบาลมุ่งแต่แก้ปัญหาปลายเหตุ แต่ปล่อยปละละเลยปัญหาโครงสร้างภาคเกษตรกรรมที่รายได้เกษตรกรและกำลังซื้อตกต่ำอย่างวิกฤต ทั้งราคาข้าว มะพร้าว มะม่วง ลำไย มังคุด ทุเรียน และกุ้ง นโยบายมะพร้าวเปลี่ยนชื่อจาก "ล้งกลาง" เป็น "ล้งชุมชน" แต่ยังไร้ผลลัพธ์จับต้องได้ ข้าวประณีต-กุ้งพรีเมียม เป็นเพียงชื่อโครงการที่ไพเราะ หวังผลระยะยาว ไม่ตอบโจทย์วิกฤตเฉพาะหน้า นอกจากนี้การเจรจา FTA ไทย–สหภาพยุโรป (EU) ที่ควรเสร็จในเดือนธันวาคม 2568 ถูกเลื่อนออกไปเรื่อย ๆ จนไทยเสียเปรียบคู่แข่งและสูญเสียโอกาสดึงเม็ดเงินลงทุน

ในช่วงท้าย นายวรวงศ์ได้วิจารณ์ผลงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์อย่างรุนแรงว่า ตลอด 9 เดือนในตำแหน่งรัฐมนตรี และกว่า 100 วันในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ยังไม่มีนโยบายใหม่ที่เป็นชิ้นเป็นอัน มีแต่เพียงงานประจำของข้าราชการ พร้อมเรียกร้องให้ “เลิกโกหกประชาชน และเลิกโกหกนายกรัฐมนตรี” ด้วยข้อมูลที่ไม่สะท้อนความจริง

“ท่านรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องแผ่เมตตาให้คนอื่น เพราะประชาชนทั้งประเทศแผ่เมตตาให้ท่านทุกวันอยู่แล้ว สิ่งที่สังคมต้องการคือผลงานที่จับต้องได้จริง การลดต้นทุนการผลิต และการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างตามหลักเศรษฐศาสตร์ ไม่ใช่การจัดอีเวนท์ผักชีโรยหน้าเพื่อสร้างภาพ แล้วซุกปัญหาที่แท้จริงไว้ใต้พรม” นายวรวงศ์กล่าวทิ้งท้าย