“อภิสิทธิ์” ชง “Southern Connect” กางแผนสำรองสู้ “แลนด์บริดจ์” ผ่านเวทีหาดใหญ่ ชูโครงสร้างพื้นฐานหลากมิติ-เสี่ยงต่ำ-ชาวใต้ได้ประโยชน์จริง


เมื่อเวลา 11.20 น. วันที่ 12 กรกฎาคม 2569 ที่โรงแรมบุรีศรีภู อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ในการสัมมนาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ที่จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ฟ้าใต้ ฟ้าใส ไปด้วยกัน ฟื้นเศรษฐกิจ สร้างความมั่นคง ยกระดับคุณภาพชีวิต” โดยมีแกนนำและ สส. ของพรรคเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง นำโดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรค นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคและประธาน สส. ตลอดจนกรรมการบริหารพรรค สส.ของพรรค และอดีต สส. ไปจนถึงสมาชิกพรรค ที่นอกเหนือจากการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่นครหาดใหญ่แล้ว ที่ประชุมยังได้เปิดเวทีวิเคราะห์และหารือถึงทิศทางของโครงการแลนด์บริดจ์ (Landbridge) อย่างกว้างขวาง


นายอภิสิทธิ์ ได้ฉายภาพให้เห็นถึงความแตกต่างในเชิงโครงสร้างและเป้าหมายระหว่างโครงการแลนด์บริดจ์ของรัฐบาล กับโครงการ “Southern Connect” (เซาท์เทิร์น คอนเน็ค) ที่พรรคประชาธิปัตย์พยายามนำเสนอ โดยระบุว่า โครงการแลนด์บริดจ์ตั้งต้นจากเป้าหมายในการตอบสนองกลุ่มผู้เดินเรือ โดยเฉพาะกลุ่มทุนต่างชาติที่ต้องการแสวงหาเส้นทางเดินเรือใหม่ในมหาสมุทรเพื่อเชื่อมต่อระหว่างฝั่งอันดามันและอ่าวไทย แต่สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์มีความกังวลคือ โครงการระดับอภิมหาโปรเจกต์นี้เริ่มต้นขึ้นจากสมมุติฐานที่ว่าจะมีผู้มาใช้บริการ ทั้งที่ผลการศึกษาวิจัยเกือบทุกครั้งที่ผ่านมา ยกเว้นเพียงรายงานของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ล้วนมีการบ่งชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่าไม่มีความคุ้มค่า ทั้งในแง่ของเวลาและค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการโลจิสติกส์ เนื่องจากมีอุปสรรคสำคัญในกระบวนการขนถ่ายสินค้าขึ้นและลงหลายรอบ (Double Handling) อีกทั้งระยะทางระบายสินค้าก็ประหยัดได้น้อยมาก

...


หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า ตนมีความแปลกใจมาโดยตลอดนับตั้งแต่เริ่มมีการหยิบยกประเด็นเรื่อง “คลองไทย” ในอดีต ที่มักนำไปเปรียบเทียบกับคลองสุเอซหรือคลองปานามา ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริง คลองเหล่านั้นสามารถย่นระยะเวลาการเดินเรือได้เป็นสัปดาห์และเป็นเดือน แต่สำหรับกรณีของไทยสามารถประหยัดเวลาได้เพียงหลักวันและหลักชั่วโมงเท่านั้น เมื่อโครงการส่อแววไม่คุ้มค่าในตัวเอง สิ่งที่จะตามมาเพื่อผลักดันให้เกิดความคุ้มทุนในเชิงพาณิชย์ ก็คือการสร้างนิคมอุตสาหกรรมหนักหรือปิโตรเคมีในพื้นที่ แม้แนวคิดดังกล่าวจะไม่ใช่เรื่องผิด แต่คำถามสำคัญที่ต้องตระหนักคือ การพัฒนาในลักษณะนี้สอดคล้องและคุ้มค่ากับต้นทุนทางทรัพยากรธรรมชาติของภาคใต้ที่ต้องสูญเสียไปหรือไม่ หากเส้นทางนี้กลายเป็นเส้นทางเดินเรือหลักจริง จะต้องประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับแหล่งท่องเที่ยวในภาคฝั่งอันดามันทั้งหมดจากการสัญจรของเรือบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่ ยิ่งไปกว่านั้นหากเกิดอุบัติเหตุทางทะเลขึ้นเพียงครั้งเดียว ความเสียหายจะยากเกินเยียวยา และหากพิจารณาตามความเป็นจริง แม้โครงการจะเกิดขึ้นสำเร็จ ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจก็จะกระจุกตัวอยู่เพียงเฉพาะเส้นทางระนอง-ชุมพรเท่านั้น


นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์คิดและตกผลึกคือ หากมีความจำเป็นต้องลงทุนในระดับเมกะโปรเจกต์วงเงินนับล้านล้านบาท เหตุใดรัฐบาลจึงไม่เลือกเปลี่ยนเป้าหมายมาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่กระจายประโยชน์และเอื้อต่อวิถีชีวิตของคนภาคใต้โดยตรง อาทิ การพัฒนาระบบรางคู่และเปลี่ยนผ่านสู่ระบบรถไฟฟ้า (EV Railway) ซึ่งโครงข่ายระบบรางนี้จะสามารถเชื่อมต่อกับเส้นทางรถไฟของประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ได้อย่างเป็นระบบ ส่วนการพัฒนาท่าเรือชายฝั่งไม่ว่าจะเป็นฝั่งระนองหรือจุดอื่น อาจพิจารณาเชื่อมโยงถึงกันในแนวขวางตามความคุ้มค่าและความต้องการของประชาชนในพื้นที่ หากท้ายที่สุดเป้าหมายคือการเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างสองฝั่งทะเลอย่างแท้จริง เราสามารถพิจารณาใช้ประโยชน์จากความพร้อมของประเทศมาเลเซียที่มีศักยภาพทางฝั่งอันดามันอยู่แล้ว ควบคู่ไปกับการพัฒนาท่าเรือ ซึ่งแนวทางนี้จะใช้เม็ดเงินลงทุนในการเชื่อมต่อสองฝั่งทะเลน้อยมาก เนื่องจากมีโครงสร้างพื้นฐานเดิมรองรับอยู่แล้วเป็นจำนวนหนึ่ง


“โดยสรุปคือ แนวคิดของประชาธิปัตย์มีความแตกต่างจากรัฐบาลอย่างสิ้นเชิง ปัจจุบันรัฐบาลเลือกที่จะเทหมดหน้าตัก (เทหน้าตัก) ไปที่โครงการแลนด์บริดจ์เพียงอย่างเดียวและคาดหวังว่าจะเกิดขึ้น ทั้งที่มีความเสี่ยงรอบด้านค่อนข้างสูง และมองเพียงมิติการเชื่อมโยงสองฝั่งทะเลเท่านั้น แต่สิ่งที่เรานำเสนอในนาม Southern Connect คือการสร้างสถาปัตยกรรมโครงสร้างพื้นฐานที่หลากหลาย ทั้งทางบก ถนน และระบบราง เชื่อมต่อสองฝั่งทะเลโดยใช้เม็ดเงินลงทุนที่อาจจะน้อยกว่าแลนด์บริดจ์ แต่สามารถตอบสนองความต้องการของคนภาคใต้ในการใช้ประโยชน์ได้จริง เอื้อต่อระบบขนส่งเพื่ออำนวยความสะดวกในการนำสินค้าท้องถิ่นจากภาคใต้กระจายไปสู่มาเลเซีย สิงคโปร์ กรุงเทพฯ รวมถึงเชื่อมโยงไปยังกลุ่มประเทศ CLMV และจีน ข้อเสนอของเรามีความเสี่ยงต่ำ และมีความต้องการใช้จริง (Demand) รองรับอยู่แล้วในปัจจุบัน” นายอภิสิทธิ์ ระบุ


นอกจากนี้ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ยังได้กล่าวถึงท่าทีทางการเมืองของรัฐบาลต่อโครงการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ว่า แม้วันนี้รัฐบาลจะส่งสัญญาณยอมถอยในประเด็นการไม่จัดทำร่างพระราชบัญญัติระเบียบเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ หรือ SEC เนื่องจากหากพิจารณาตามข้อเท็จจริง รัฐบาลตั้งใจจะถอดบทเรียนและใช้ต้นแบบจากโครงการพัฒนาเขตระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ซึ่งในปัจจุบันเห็นเด่นชัดว่า EEC กำลังเผชิญปัญหาวิกฤตความเชื่อมั่น อาทิ โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินที่ภาคเอกชนปฏิเสธการร่วมลงทุน ขณะที่นายกรัฐมนตรียังคงยืนยันว่าจะเดินหน้าต่อ ท่ามกลางการทำงานของหน่วยงานภาครัฐที่ขาดความเป็นเอกภาพและเดินไปคนละทิศคนละทาง


อย่างไรก็ตาม แม้ในส่วนของ พ.ร.บ. เขตเศรษฐกิจพิเศษ รัฐบาลจะยอมถอยออกไป แต่สำหรับโครงการแลนด์บริดจ์นั้น รัฐบาลยังคงใช้คำว่าชะลอโครงการเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการตั้งคณะกรรมการชุดเฉพาะกิจขึ้นมา โดยแต่งตั้งให้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน เพื่อใช้กรอบเวลา 90 วันในการประเมินและสรุปตัวเลขความคุ้มค่าใหม่อีกครั้ง ซึ่งตนไม่แน่ใจว่าเมื่อครบกำหนด 90 วันแล้วจะมีการขยายเวลาออกไปอีกหรือไม่ สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลยังไม่ได้ยอมล้มเลิกโครงการอย่างแท้จริง แต่พรรคประชาธิปัตย์จะยังคงยืนหยัดเดินหน้าผลักดันแนวคิด Southern Connect ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนในพื้นที่ต่อไป