“ษัษฐรัมย์” นำทีมประกันสังคมก้าวหน้า เปิดนโยบายปฏิรูปกองทุนประกันสังคม เสนอปรับระบบบริหารเงินกองทุน ยกระดับความโปร่งใส ปฏิรูประบบสุขภาพ ยกระดับสิทธิผู้ประกันตนให้เท่าเทียมทุกกองทุน


วันที่ 11 กรกฎาคม 2569 ผู้สมัครทีมประกันสังคมก้าวหน้า จัดกิจกรรมเปิดวงสนทนา “ประกันสังคมของพวกเรา” ที่ The Meeting Place Co-working Space แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กทม. เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกันตน นายจ้าง และประชาชน ร่วมรับฟังนโยบาย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และร่วมออกแบบอนาคตของระบบประกันสังคม พร้อมเปิดจุดอำนวยความสะดวกช่วยลงทะเบียนเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม หรือบอร์ดประกันสังคม

ภายในงานแบ่งการเสวนาออกเป็น 2 ช่วง โดยช่วงแรกนำเสนอแนวทางปฏิรูประบบประกันสังคม ภายใต้นโยบาย Zero Budgeting หรือการจัดทำงบประมาณบนพื้นฐานความจำเป็น เพื่อทบทวนการใช้จ่ายทุกด้านของสำนักงานประกันสังคม พร้อมเสนอให้ยกระดับการบริหารเงินกองทุน การลงทุน และการบริหารความเสี่ยงให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ประกันตน รวมถึงทบทวนงบประมาณด้านประชาสัมพันธ์ และการปรับปรุงสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

ช่วงที่ 2 เป็นการเปิดเวทีรับฟังเสียงจากแรงงานในหลากหลายอาชีพ ภายใต้หัวข้อ “เสียงจากคนทำงานที่ถูกหลงลืม และเสนอนโยบายใหม่ที่เราอยากผลักดัน” มีการกล่าวถึงข้อเสนอด้านสวัสดิการสำหรับแรงงานสร้างสรรค์ การผลักดัน Recreational Welfare การปฏิรูปการสื่อสารของสำนักงานประกันสังคมให้เข้าถึงผู้ประกันตนมากขึ้น รวมถึงการดูแลแรงงานข้ามชาติ และผลดีต่อประกันสังคม และการปลดล็อกสวัสดิการนายจ้าง

...

นายษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี อดีตกรรมการสำนักงานประกันสังคม (บอร์ด สปส.) ฝ่ายผู้ประกันตน และตัวแทนทีมประกันสังคมก้าวหน้า เปิดเผยว่า หนึ่งในสิ่งที่ต้องเร่งปฏิรูปคือการบริหารกองทุนประกันสังคมให้มีความโปร่งใส ซึ่งในช่วงที่ดำรงตำแหน่งกรรมการได้รับรายงานผลการลงทุนเพียงในระดับ Asset Class หรือประเภทของสินทรัพย์ ไม่ได้เห็นรายละเอียดการลงทุนรายโครงการหรือรายบริษัท จนกระทั่งพบข้อสังเกตเกี่ยวกับโครงการสกายไลน์ ที่ถูกจัดอยู่ในหมวด Global Private Equity หรือการลงทุนในหุ้นนอกตลาดต่างประเทศ ทั้งที่ภายหลังตรวจสอบพบว่าเป็นการลงทุนในโครงการอสังหาริมทรัพย์ย่านพระราม 9 ผ่านการถือหุ้นของบริษัทเจ้าของโครงการ

ทั้งนี้ การจัดประเภทดังกล่าวทำให้เกิดข้อสงสัย เนื่องจากเป็นสินทรัพย์ที่อยู่ในประเทศไทย แต่กลับถูกจัดอยู่ในหมวดการลงทุนต่างประเทศ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า มาตรฐานการจัดประเภทสินทรัพย์ของกองทุนควรมีความชัดเจนและสามารถตรวจสอบได้มากกว่านี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ประกันตน พร้อมย้ำว่า การบริหารเงินกองทุนประกันสังคม ซึ่งเป็นกองทุนระยะยาว ไม่ควรใช้แนวคิดแบบนักลงทุนรายย่อยที่เน้นการจับจังหวะลงทุนระยะสั้น แต่ต้องให้ความสำคัญกับการจัดสรรสินทรัพย์ การกระจายความเสี่ยง และการกำหนดหลักเกณฑ์การลงทุนที่รัดกุม เพื่อให้กองทุนเติบโตอย่างมั่นคงและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ประกันตน

ส่วนประเด็นด้านสิทธิประโยชน์ นายษัษฐรัมย์ เผยว่า ปัจจุบันค่าใช้จ่ายหลักของกองทุนแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ค่ารักษาพยาบาล ซึ่งเป็นรายจ่ายสูงสุดในปัจจุบัน และเงินบำนาญชราภาพ ซึ่งจะกลายเป็นภาระรายจ่ายหลักของกองทุนในอนาคต โดยขณะนี้กองทุนจ่ายเงินบำนาญให้ผู้รับสิทธิกว่า 800,000-900,000 คน คิดเป็นวงเงินประมาณ 20,000 ล้านบาทต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ

พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า แม้งบประมาณด้านค่ารักษาพยาบาลจะเพิ่มขึ้นทุกปี แต่สิ่งที่ต้องตรวจสอบคือ เม็ดเงินดังกล่าวถูกส่งต่อเป็นประโยชน์แก่ผู้ประกันตนมากน้อยเพียงใด เพราะจากข้อมูลที่ผ่านมา พบว่างบประมาณส่วนหนึ่งไม่ได้สะท้อนเป็นสิทธิประโยชน์ของผู้ป่วยโดยตรง แต่ไหลเข้าสู่ระบบการเงินของสถานพยาบาลผ่านกลไกการจ่ายเงินของกองทุนประกันสังคม 

“จึงเห็นว่าการปฏิรูประบบประกันสังคมในอนาคต ไม่ควรเน้นเพียงการเพิ่มงบประมาณด้านการรักษาพยาบาล แต่ต้องปรับปรุงระบบกำกับดูแลการใช้จ่ายให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อให้เม็ดเงินของกองทุนถูกใช้ไปกับการยกระดับคุณภาพการรักษาและสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนอย่างแท้จริง”

ชูปฏิรูประบบสุขภาพ ยกระดับสิทธิผู้ประกันตนให้เท่าเทียมทุกกองทุน

ทางด้าน พญ.ชุตินาถ ชินอุดมพร อดีตอนุกรรมการแพทย์ ของทีมประกันสังคมก้าวหน้า กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีแนวทางในการควบคุมหรือชะลอการเพิ่มขึ้นของค่ารักษาพยาบาลอย่างเป็นรูปธรรม โดยข้อเสนอของทีมประกันสังคมก้าวหน้า ไม่ได้ตั้งอยู่บนแนวคิดที่จะเปลี่ยนแปลงสิทธิการรักษาของประชาชน แต่ต้องการให้ผู้ประกันตนเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพมากขึ้น ภายใต้ระบบที่มีความมั่นคงและยั่งยืน

จึงเสนอให้มีการดำเนินการตามมาตรา 9 และมาตรา 10 ของพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อให้เกิด “มาตรฐานสิทธิประโยชน์แห่งชาติ” อย่างแท้จริง ไม่ว่าประชาชนจะอยู่ภายใต้สิทธิการรักษาใด ทั้งสิทธิประกันสังคม สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือสิทธิข้าราชการ ก็ควรได้รับการรักษาพยาบาลที่มีมาตรฐานเดียวกัน และมีต้นทุนค่าบริการที่เป็นธรรมและเท่าเทียมกัน 

อีกทั้งมองว่า หากภาครัฐทำหน้าที่เป็นผู้จัดซื้อบริการสุขภาพเพียงรายเดียว (Single Purchaser) แทนการแยกจัดซื้อตามแต่ละกองทุน จะช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองในการจัดซื้อยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์ ทำให้สามารถจัดซื้อได้ในราคาที่ต่ำลง ลดต้นทุนของระบบ และนำงบประมาณที่ประหยัดได้ไปขยายสิทธิประโยชน์ด้านการรักษาพยาบาลให้กับประชาชนได้มากยิ่งขึ้น

พร้อมกล่าวถึงข้อเสนอการยกระดับสิทธิประโยชน์ด้านการรักษาพยาบาลของผู้ประกันตน ว่า ปัจจุบันผู้ใช้สิทธิประกันสังคมยังได้รับบริการที่น้อยกว่าผู้ถือสิทธิบัตรทองในหลายด้าน โดยเฉพาะบริการปฐมภูมิที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงการรักษา เช่น การรับบริการที่หน่วยบริการหรือคลินิกใกล้บ้าน การรับยาที่ร้านยาชุมชน รวมถึงบริการทันตกรรม กายภาพบำบัด และการแพทย์แผนไทย ซึ่งผู้ถือสิทธิบัตรทองสามารถเข้าถึงได้ ขณะที่ผู้ประกันตนยังไม่มีสิทธิประโยชน์ในลักษณะดังกล่าว

พญ.ชุตินาถ เผยต่อไปว่า แม้กองทุนประกันสังคมจะมีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพต่อหัวสูงกว่าระบบบัตรทอง แต่ผู้ประกันตนกลับต้องแบกรับต้นทุนแฝงจำนวนมาก ทั้งค่าเดินทาง ค่าขาดรายได้ และค่าเสียโอกาสจากการต้องเดินทางไปโรงพยาบาลด้วยตนเอง จึงเห็นว่าควรขยายบริการให้ผู้ประกันตนสามารถรับยา และเข้ารับบริการใกล้บ้านได้ เพื่อเพิ่มความสะดวก ลดภาระค่าใช้จ่าย และส่งเสริมการเข้าถึงบริการเชิงป้องกันของคนวัยทำงาน

อย่างไรก็ตาม การปรับปรุงสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซ่อนอยู่ เนื่องจากอัตราการจ่ายค่ารักษาพยาบาลของกองทุนประกันสังคมให้แก่โรงพยาบาลยังแตกต่างจากระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ส่งผลให้ในบางกรณี โรงพยาบาลได้รับงบประมาณสำหรับผู้ประกันตนสูงกว่าผู้ใช้สิทธิบัตรทองหลายเท่าตัว จึงเกิดการนำรายได้จากผู้ประกันตนไปชดเชยต้นทุนการรักษาของผู้ใช้สิทธิบัตรทอง เพื่อพยุงสภาพคล่องของโรงพยาบาล

“ปัญหาดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะผู้ประกันตนเท่านั้น แต่ยังกระทบต่อระบบบริการสุขภาพโดยรวม และผู้ใช้สิทธิบัตรทองกว่า 44 ล้านคน ดังนั้น การปฏิรูประบบจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งสำนักงานประกันสังคม สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และฝ่ายนโยบายของภาครัฐ เพื่อยกระดับสิทธิประโยชน์ของทุกกองทุนไปพร้อมกัน ไม่ใช่ปรับปรุงเฉพาะระบบประกันสังคมเพียงระบบเดียว เพราะการเปลี่ยนแปลงที่ไม่คำนึงถึงภาพรวม อาจส่งผลกระทบต่อผู้ใช้สิทธิในระบบอื่นได้เช่นกัน”