“ณัฐพงษ์” เปิดกิจกรรม “Hack งบ 70” ชี้โครงสร้างงบประมาณไทยมีปัญหาไม่เคยเปลี่ยน งบลงทุนต่ำ-ทุจริต-ขาดวิสัยทัศน์เพื่ออนาคต แนะงบประมาณฐานศูนย์เป็นทางออก ชวนช่วยกันจับตาพิรุธงบรายจ่ายประจำปี
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 11 กรกฎาคม 2569 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาชน ได้กล่าวเปิดกิจกรรม “Hack งบ 70” ที่จัดโดยคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร
นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ภาพรวมของงบประมาณไทยนั้น งบลงทุนที่เป็นเงินสร้างอนาคตให้กับประเทศ ถูกบีบเหลือเพียง 1 ใน 5 ของพื้นที่ทางการคลังเท่านั้น โดยรายจ่ายลงทุนคิดเป็น 21% ของรายจ่ายทั้งหมด ซึ่งไม่ได้เป็นแบบนี้เป็นปีแรก เมื่อดูย้อนไปตั้งแต่ปี 2559 รายจ่ายลงทุนจะอยู่ที่ประมาณ 21% มาโดยตลอด ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบงบประมาณไทย เพราะงบประมาณส่วนใหญ่หมดไปกับรายจ่ายประจำ ทำให้เหลือพื้นที่ทางการคลังน้อยมากสำหรับการลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศ โดยงบประมาณของไทยนั้นมี 3 ปัญหาสำคัญ คือ ไม่มีการลงทุนเพื่ออนาคต มีปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน และฝ่ายการเมืองไม่ได้คิดนโยบายแบบระยะยาว มุ่งแต่คะแนนนิยมเฉพาะหน้า
...
และเมื่อเทียบสัดส่วนของงบประมาณรายจ่ายทั้งปีต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) จะพบว่ามีสัดส่วนอยู่ที่ 18% ต่อ GDP และงบลงทุนอยู่ที่ 4% ของ GDP แต่ทั้งนี้ยังมีรายจ่ายส่วนหนึ่งที่ไม่ได้อยู่กับรัฐส่วนกลาง โดยการศึกษาของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) พบว่า รายจ่ายที่มาจากรัฐบาลกลางของประเทศไทยมีความใกล้เคียงกับประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่รายจ่ายที่มาจากหน่วยงานของรัฐทั้งหมด ซึ่งหมายถึงรวมของส่วนท้องถิ่น กลับต่ำกว่ามาก เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศต่าง ๆ จะมีการกระจายรายจ่ายไปยังหน่วยงานท้องถิ่นและหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐ ซึ่งทุกวันนี้ สส. และประชาชนอาจสนใจงบประมาณของรัฐบาลกลางมากกว่างบประมาณในส่วนอื่น ๆ ทั้งที่มีส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศ
และเมื่อดูการกระจายตัวของงบประมาณต่อหัวตามจังหวัด ยังพบว่างบประมาณกระจุกอยู่ที่เมืองใหญ่ โดยกรุงเทพมหานครมีงบประมาณต่อหัวสูงสุด อยู่ที่ 22,493 บาทต่อคน ขณะที่ภาคอีสานเป็นพื้นที่ที่มีงบประมาณต่อหัวต่ำ โดยต่ำสุดอยู่ที่ 5,517 บาทต่อคน ซึ่งอาจสะท้อนความเหลื่อมล้ำในการจัดสรรงบประมาณ
นอกจากนี้ โครงสร้างงบประมาณของประเทศไทยยังมีปัญหาเรื่องหนี้สาธารณะ โดยประเทศไทยมีหนี้สาธารณะพอ ๆ กับประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่รายได้ของรัฐยังต่ำกว่ามาก ซึ่งสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของงบประมาณที่มีมาตั้งแต่อดีต
“งบประมาณของประเทศไทยเดินไปข้างหน้าด้วยความเหลื่อมล้ำที่กว้างขึ้น ในขณะที่รัฐไม่ได้มีรายได้ที่เติบโตตาม มีปัญหาหนี้สาธารณะ เงินก็เหลือน้อย และยังกู้ไปแจก ไม่ใช่เพื่อการลงทุน ประเทศของเรายิ่งไม่มีอนาคต”
เมื่อดูงบประมาณตั้งแต่อดีต จะเห็นว่าโครงสร้างงบประมาณของประเทศไทยไม่เคยเปลี่ยนแปลงไป โดยเป็นงบประมาณที่ยึดฐานจากอดีต ไม่มีการคิดอะไรใหม่ ๆ จากรัฐบาลเพื่ออนาคตของลูกหลาน ซึ่งสิ่งที่พรรคประชาชนต้องการทำ คือ การจัดทำงบประมาณแบบฐานศูนย์ (Zero-Based Budgeting) โดยการจัดสรรงบประมาณของปี 2570 รัฐบาลพยายามบอกว่าจัดสรรด้วยแนวคิดงบประมาณฐานศูนย์ แต่เมื่อมาดูโครงการที่มีงบประมาณมากที่สุด 300 โครงการ จะพบว่า 95% เป็นโครงการที่ต่อเนื่องมาจากปี 2569 การจัดทำงบประมาณในปี 2570 จึงเป็นตัวสะท้อนว่า แม้แต่รัฐบาลชุดนี้ โครงการส่วนใหญ่ก็ยังเป็นโครงการที่ยกมาจากปีก่อนหน้า
นายณัฐพงษ์กล่าวว่า จากวิกฤตโครงสร้างงบประมาณของประเทศทั้งหมดนี้ ทางแก้คือพรรคประชาชนได้เตรียมเสนอกฎหมายหลายฉบับ คือ ร่างพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ ร่างพระราชบัญญัติสถาบันวิเคราะห์งบประมาณประจำรัฐสภา และร่างพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อให้งบประมาณของไทยมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ มีประสิทธิภาพ และเป็นงบประมาณที่ถูกใช้จ่ายโดยยึดโยงกับประชาชนมากที่สุด
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่าส่วนราชการและเอกชนเห็นตรงกันว่าในวันนี้เราต้องมีการปฏิรูประบบงบประมาณและระบบราชการ ซึ่งนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาบอกว่าปีนี้รัฐบาลมีความตั้งใจในการลงมือ ผ่าตัดงบประมาณในปีนี้เป็นปีแรก ฉะนั้น เราต้องตรวจสอบ ว่าเขามีความตั้งใจจริงให้เป็นผลสำเร็จ ไม่ใช่แค่การพูด เช่น กรณีที่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล โพสต์ไปเมื่อวานนี้เกี่ยวกับแผนงานการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ใช้งบฯจากการกู้เงิน 4 แสนล้านบาท และในวันต่อมามีการประกาศยกเลิก ซึ่งในเนื้อหาเป็นการของบฯ เพื่อใช้ในการทำสนามกีฬาโซลาร์เซลล์ รถเก็บขยะอีวี หาก น.ส.ศิริกัญญา ไม่ได้โพสต์ออกมา จะมีการทำหนังสือเวียนให้ยกเลิกหรือไม่ วันนี้จึงอยากให้ทุกคนช่วยกันจับตาดูข้อพิรุธเหตุผิดปกติในงบรายจ่ายประจำปี แล้วส่งเสียงสะท้อนออกไป