“ณรงเดช” สส.พรรคประชาชน ซัด สวทช.ปล่อยพันธุ์ข้าวใหม่ แต่ไม่คุยกับกรมการข้าว ทำเกษตรกรเสียหาย นำเข้าตลาดไม่ได้ เหตุเพราะยังไม่ผ่านการรับรอง
เมื่อเวลา 13.56 น. วันที่ 10 กรกฎาคม 2569 ที่ห้องประชุมกรรมาธิการ อาคารรัฐสภา นายณรงเดช อุฬารกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะกรรมาธิการ ได้อภิปรายตั้งข้อสังเกตและตั้งคำถามในการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ต่อ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ว่า การวิจัยสายพันธุ์ข้าวเป็นปัญหาที่ถูกพูดถึงมาอย่างยาวนาน ตนพบว่า กรมการข้าว มีงบวิจัย 200 ล้านบาท แต่เมื่อเข้าไปดูเนื้อหาในงบวิจัยเหล่านั้น กลับพบว่าไม่ใช่โครงการพัฒนาสายพันธุ์โดยตรง อาทิ ข้าวลดโลกร้อน, นาเปียกสลับแห้ง เป็นต้น และงบวิจัยข้าวแท้จริงแล้วมีเพียง 20 ล้านบาทเท่านั้น โดยกว่า 10 ล้านบาทเป็นงบในการเพาะข้าวในแปลงของกรมการข้าวเอง เพื่อทดสอบว่ามีประสิทธิภาพหรือไม่ ส่วนงบในการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวมีเพียงหลักล้านเท่านั้น
ปล่อยพันธุ์ข้าว ยังไม่ได้รับรอง
สำหรับ สวทช. ที่วิจัย “ข้าวหอมสยาม” และปล่อยให้เกษตรกรนำพันธุ์ข้าวไปปลูก แต่เมื่อหน่วยงานที่ไม่ได้มีหน้าที่โดยตรงมาวิจัยในส่วนนี้ ข้าวจึงยังไม่ได้รับการรับรองสายพันธุ์จากกรมการข้าว ทำให้ข้าวเหล่านี้ไม่มีตลาดที่ชัดเจนแน่นอน และไม่สามารถนำข้าวเข้าร่วมโครงการของรัฐได้ เพราะมีเงื่อนไขคือต้องได้รับการรับรอง ถ้าโรงสีนำข้าวเหล่านี้เข้าร่วมโครงการโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ โรงสีก็จะโดนคดีอาญาเรื่องการปลอมปนข้าวเข้าโครงการของรัฐ ในส่วนของข้าวส่งออก ถ้าโรงงานซื้อข้าวเหล่านี้ไปโดยเข้าใจว่าเป็นข้าวหอมมะลิ พอถึงขั้นตอนตรวจดีเอ็นเอเพื่อการส่งออก ก็จะพบปัญหาการปลอมปนข้าวอีก สิ่งนี้เกิดขึ้นจากที่ สวทช.ไม่ร่วมมือกับกรมการข้าวตั้งแต่แรก ทุกคนเห็นด้วยในการวิจัยสายพันธุ์ข้าว แต่ตอนนี้ตนเข้าใจว่า กรมการข้าวก็ยังไม่ได้รับรองสายพันธุ์ข้าวดังกล่าว
...
จึงขอสอบถาม สวทช.ว่ามีแผนในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างไร เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะเป็นการปล่อยข้าวสายพันธุ์ใหม่สู่ตลาดโดยไม่มีมาตรการรองรับ การส่งเสริมเมล็ดพันธุ์ข้าวให้เกษตรกรเป็นการจำหน่ายหรือไม่ เพราะเป็นเมล็ดข้าวสินค้าควบคุม และการวิจัยครั้งนี้มีการแบ่งปันผลประโยชน์หรือไม่ สิทธิบัตรในการพัฒนาข้าวหอมสยามอยู่กับใคร กรมการข้าวสามารถนำข้าวสายพันธุ์นี้ไปผลิตเองได้หรือไม่ รวมถึงต้องจ่ายค่าสิทธิบัตรให้ใครหรือไม่ เรื่องนี้เป็นโจทย์ที่สำคัญ เพราะข้าวถือเป็นความมั่นคงของประเทศ อยากให้ สวทช.ลองพิจารณาการแก้ปัญหา เนื่องจากการของบวิจัยข้าว ทำให้กรอบของงบวิจัยพื้นฐานน้อยลง และด้วยข้อจำกัดของกรอบ กรมการข้าวก็จะของบวิจัยพื้นฐานได้น้อยลงเช่นกัน
จากนั้น ศ.ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ชี้แจงว่า ผลงานสายพันธุ์ข้าวที่ถูกมองว่าเป็นปัญหา ปัจจุบันข้าวสุวรรณภูมิ 1 (ข้าวหอมสยาม 2) ได้เป็นผลงานร่วมกับกรมการข้าวแล้ว รวมไปถึง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ก็จะไปเยี่ยมที่ สวทช.เพื่อที่กระทรวงพาณิชย์จะได้รับรองพันธุ์ข้าวในอนาคต ซึ่งข้าวสุวรรณภูมิ 1 ผลตรวจออกมา 95 เปอร์เซ็นต์เป็นข้าวหอมมะลิ ดังนั้นจึงไม่มีปัญหาอะไร แต่เพื่อให้เป็นไปตามกระบวนการ จะเชิญทั้งกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรฯ มาทำงานร่วมกัน ขณะที่ประเด็นเรื่องสิทธิบัตร เป้าหมายหลักของ สวทช.คือ การทำให้งานวิจัยเข้าสู่ภาคสาธารณะให้ได้มากที่สุด เพราะฉะนั้นคอขวดไม่ใช่เรื่องค่าสิทธิบัตร แต่เป็นการทำเทคโนโลยี ที่สามารถขยายผลและยกระดับได้ในทันที ซึ่งทาง สวทช.กำลังแก้ปัญหานี้อยู่
ต่อมานายณรงเดช ได้กล่าวย้ำถึงความสำคัญของการรับรองเมล็ดพันธุ์ข้าว เพราะเกษตรกรได้รับผลกระทบอย่างมาก จากการนำเมล็ดข้าวที่ไม่ได้รับรองมาปลูกจนเกิดผลเสียหาย การที่หน่วยงานของรัฐเข้าไปดำเนินการในเรื่องนี้ ทั้งข้าวหอมสยาม 1 และ ข้าวหอมสยาม 2 อยากให้กำชับกับทีมวิจัยว่าจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรอย่างมาก และอยากให้ดำเนินการอย่างรอบคอบ
ผอ.สวทช.กล่าวเพิ่มว่า นักวิจัยได้ขยายผลไปถึง Young Smart Farmer ซึ่งก็เป็นกลุ่มนี้ที่นำไปขยายต่อ สวทช.ไม่มีการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ แต่เนื่องจากมีการลือกันว่าในการทดสอบแบบปิดตา (Blind Test) ที่แยกกับข้าวหอมมะลิไม่ออก ผู้ประกอบการที่ได้เมล็ดพันธุ์ไปจึงนำไปจัดการกันเอง โดยการโฆษณาว่าเป็นข้าวหอมมะลิ สร้างความเสียหายกับเกษตรกรที่หลงซื้อเมล็ดพันธุ์ในราคาแพง ซึ่งตนขอชี้แจงว่า นักวิจัยยังอยู่ในช่วงของการทดลอง ไม่ได้มีเจตนาที่จะทำในทางการค้า แต่ตอนนี้ถอยหลังมาเริ่มทำใหม่หมดกับกรมการข้าว และเริ่มต้นโครงการข้าวสุวรรณภูมิ 1 อย่างเป็นระบบ ดังนั้น จะไม่เกิดปัญหาขึ้นซ้ำแบบเดิม