เสริมแกร่งสภาพคล่อง 2.5 หมื่นล้าน “เอกนิติ” หนุนสถาบันการเงินเฉพาะกิจ 4 แห่ง ปล่อยสินเชื่อใหม่ช่วย SME หลัง ครม. ลดเงินนำส่งเหลือ 0.0625% หวังสร้างกลไกช่วยลูกหนี้รายย่อยฝ่าวิกฤติราคาพลังงาน
วันที่ 10 กรกฎาคม 2569 กระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มีการออกมาตรการต่างๆ เพื่อเยียวยาประชาชน และช่วยเหลือภาคธุรกิจมาอย่างต่อเนื่อง ในช่วงเวลาที่ภาวะเศรษฐกิจของไทยยังเผชิญความไม่แน่นอนสูง และมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น จนเกิดผลกระทบทั้งต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน และทำให้ต้นทุนของภาคธุรกิจเพิ่มขึ้น
สำหรับรูปแบบของมาตรการการให้ความช่วยเหลือของกระทรวงการคลัง ไม่ได้จำกัดอยู่แค่มาตรการที่ต้องใช้งบประมาณเท่านั้น แต่ยังมีการออกแบบมาตรการที่มีความหลากหลาย และครอบคลุมหลายกลุ่มเป้าหมาย ล่าสุดมีการใช้มาตรการเพิ่มสภาพคล่องให้กับสถาบันการเงินเฉพาะกิจ 4 แห่ง ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) เพื่อให้ธนาคารมีเม็ดเงินและสภาพคล่องเพิ่มขึ้น และสามารถนำสภาพคล่องที่มีเพิ่มขึ้นไปส่งผ่านเป็นมาตรการในการช่วยเหลือลูกหนี้ โดยเฉพาะในกลุ่มลูกหนี้รายย่อย และผู้ประกอบการรายย่อย (เอสเอ็มอี)
ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคมที่ผ่านมา เห็นชอบตามข้อเสนอของกระทรวงการคลังที่เสนอมาตรการปรับลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ โดยกระทรวงการคลังจะมีการออกประกาศให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจทั้ง 4 แห่งลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนฯ จากเดิม 0.25% ต่อปี เหลือ 0.0625% ต่อปี ของยอดเงินที่ได้รับจากประชาชน โดยให้มีผลครอบคลุมระยะเวลาในปี 2569 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 31 ธันวาคม 2569
...
กระทรวงการคลังคาดว่าผลจากมาตรการนี้ จะนำไปสู่การปล่อยสินเชื่อใหม่และทำให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอีกกว่า 25,000 ล้านบาท ซึ่งกระทรวงการคลังได้รายงานให้ที่ประชุม ครม. รับทราบว่า มาตรการนี้จะช่วยลดภาระต้นทุนของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ และช่วยให้สามารถส่งผ่านความช่วยเหลือไปยังลูกหนี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปี 2569 ที่เศรษฐกิจไทยยังมีความผันผวนสูงจากนโยบายการค้าโลก ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ และภัยธรรมชาติ ทำให้เกิดผลกระทบโดยตรงต่อลูกหนี้กลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นประชาชนรายย่อย กลุ่มเปราะบาง รวมถึงเอสเอ็มอีที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และเสี่ยงขาดสภาพคล่อง
อย่างไรก็ตาม การลดเงินนำส่ง จะช่วยลดต้นทุนให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจ มีงบประมาณไปดำเนินโครงการช่วยเหลือลูกหนี้ เช่น การผ่อนปรนการชำระหนี้ หรือการปล่อยสินเชื่อใหม่ รวมทั้งป้องกันการเพิ่มขึ้นของการกู้ยืมเงินนอกระบบ ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม โดยมาตรการดังกล่าวของกระทรวงการคลัง ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานเศรษฐกิจ เช่น สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่ให้ความเห็นว่ามาตรการนี้จะช่วยสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อใหม่แก่ลูกหนี้ของสถาบันการเงินทั้ง 4 แห่ง เพื่อใช้เม็ดเงินในส่วนนี้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป.