อาเซียนดีเดย์ 12 ก.ค. ถกเมียนมาหลังคว่ำบาตรนาน 5 ปี ไทยเจ้าภาพร่วม ฟิลิปปินส์นั่งประธาน ผลักดันฉันทามติ 5 ข้อ
วันที่ 10 กรกฎาคม 2569 นางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยแถลงการณ์กรณีความคืบหน้าของสถานการณ์ในภูมิภาค โดยระบุว่า นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มีกำหนดเข้าร่วมการประชุมอย่างไม่เป็นทางการระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนกับรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมา รวมถึงการหารืออย่างไม่เป็นทางการแบบขยายเกี่ยวกับเรื่องเมียนมา ซึ่งประเทศไทยจะร่วมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมขึ้นในวันที่ 12 กรกฎาคมนี้ โดยได้รับเกียรติจาก นางมาเรีย เทเรซ่า พี.ลาซาโร่ รัฐมนตรีต่างประเทศฟิลิปปินส์ ในฐานะประธานอาเซียนและผู้แทนพิเศษของอาเซียนเกี่ยวกับเรื่องเมียนมา ทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุม
การจัดประชุมในลักษณะไม่เป็นทางการครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญและเป็นมิติใหม่ในเวทีการทูตภูมิภาค หลังจากที่สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ได้ดำเนินมาตรการคว่ำบาตรทางการเมืองและลดระดับความสัมพันธ์กับรัฐบาลทหารเมียนมามานานกว่า 5 ปี โดยไม่มีพัฒนาการเชิงบวกที่จับต้องได้ ซึ่งวัตถุประสงค์หลักของการประชุมหนนี้ คือการเปิดหน้าต่างโอกาสให้รัฐมนตรีต่างประเทศของอาเซียนและรัฐมนตรีต่างประเทศคนใหม่ของเมียนมา ได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นร่วมกันอย่างตรงไปตรงมา ตลอดจนสร้างความเข้าใจรอบด้านต่อสถานการณ์ปัจจุบัน และหาทางขับเคลื่อนแนวทางส่งเสริมสันติภาพตามกรอบ "ฉันทามติ 5 ข้อ" ให้เกิดขึ้นได้จริง
"การประชุมครั้งนี้เป็นเพียงการหารืออย่างไม่เป็นทางการ (Informal) แลกเปลี่ยนมุมมองแบบตรงไปตรงมา จึงไม่มีการออกแถลงการณ์ร่วมหรือผลผูกพันที่จะไปแก้ไขจุดยืนเดิมของอาเซียนต่อกรณีเมียนมา แต่เป็นปฏิสัมพันธ์อย่างค่อยเป็นค่อยไปและมีหลักการรองรับ เพื่อมุ่งหวังให้เกิดพัฒนาการเชิงบวกในเมียนมามากที่สุด" รองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ย้ำ
...
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงท่าทีของชาติสมาชิกอาเซียนอื่นๆ ว่าเห็นพ้องกับการจัดประชุมครั้งนี้หรือไม่ นางมาระตี กล่าวว่า เนื่องจากข้อจำกัดเรื่องเวลาที่การประชุมจะเกิดขึ้นในวันอาทิตย์นี้ จึงไม่อยากด่วนสรุปผลสัมฤทธิ์ล่วงหน้า แต่เชื่อว่าภาพรวมทุกประเทศเห็นด้วยเนื่องจากทยอยตอบรับเข้าร่วมการประชุมมาแล้ว โดยส่งผู้แทนระดับสูงและรัฐมนตรีต่างประเทศเข้ามาสลับกันไป ทั้งนี้ สิ่งที่เป็นตัวเร่งให้เกิดเวทีหารือครั้งนี้คือ "การเลือกตั้งที่เกิดขึ้นในเมียนมาเมื่อเร็วๆ นี้" ซึ่งนายสีหศักดิ์ รมว.ต่างประเทศของไทย ได้เน้นย้ำในหลายโอกาสว่า จุดเปลี่ยนหลังการเลือกตั้งในเมียนมาควรถูกใช้เป็นโอกาสในการเปิดประตูการทูตเพื่อสะท้อนข้อกังวลของภูมิภาค และรับฟังรายงานพัฒนาการจากฝั่งเมียนมาควบคู่กันไป
ทั้งนี้ สำหรับข้อซักถามที่ว่าอาเซียนจะมีการยกประเด็นเรื่องการผนึกกำลังเพื่อรับมือมหาอำนาจขั้วตรงข้าม หรือการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) ขึ้นมาถกเถียงด้วยหรือไม่นั้น ทางโฆษกกระทรวงการต่างประเทศชี้แจงว่า วาระการประชุมในวันอาทิตย์นี้จะจำกัดวงอยู่เฉพาะปัญหาเมียนมาเป็นหลัก โดยจะมุ่งเน้นไปที่มาตรการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยสงคราม และการส่งเสริมสร้างบรรยากาศให้เกิดการเจรจาระหว่างรัฐบาลเมียนมากับกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ หากกระบวนการก้าวแรกนี้มีทิศทางที่ดี ประเด็นภาพใหญ่ระดับภูมิภาคอื่นๆ จึงจะถูกนำเข้าสู่กรอบพิจารณาของอาเซียนในลำดับถัดไป