กสม. จี้นายกฯ เร่งอุ้มเกษตรกรโคนม หลังเจอมรสุม “น้ำนมดิบล้นตลาด” ชงมาตรการด่วนขยายนมโรงเรียน 365 วัน
วันที่ 10 กรกฎาคม 2569 นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากกรณีที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในพื้นที่อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี เพื่อขอให้ช่วยเหลือปัญหาราคาน้ำนมดิบตกต่ำอย่างเร่งด่วนนั้น จากการรวบรวมข้อเท็จจริงและประชุมร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน พบว่าในช่วงปี 2568 - 2569 เกษตรกรต้องเผชิญวิกฤติน้ำนมดิบล้นตลาด เนื่องจากปริมาณผลิตสูงเกินกว่าบันทึกข้อตกลงการรับซื้อ ประกอบกับการนำเข้าผลิตภัณฑ์นมจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้ต้องระงับการส่งออกนมไปยังกัมพูชาเป็นการชั่วคราว
ผลกระทบดังกล่าวทำให้ผู้รับซื้อจำกัดโควตาและกดราคารับซื้อต่ำกว่าราคากลาง ส่งผลให้เกษตรกรต้องแบกรับภาระหนี้สินสะสม ขาดรายได้ และหลายรายต้องจำใจล้มเลิกอาชีพเลี้ยงโคนม ขณะที่องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.พ.) ซึ่งเป็นกลไกหลักของรัฐก็ประสบปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงินและข้อจำกัดด้านงบประมาณ จนไม่สามารถแทรกแซงเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาได้อย่างมีประสิทธิภาพ กสม. เห็นว่าสถานการณ์นี้กระทบต่อสิทธิในการประกอบอาชีพและมาตรฐานการครองชีพที่เพียงพอของเกษตรกรอย่างรุนแรง จึงมีมติเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 เห็นชอบให้ส่งหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาสั่งการแก้ปัญหาโดยด่วน
สำหรับข้อเสนอแนะแบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ 1. มาตรการระยะเร่งด่วน ให้รัฐบาลกำหนดนโยบายให้หน่วยงานที่จัดสวัสดิการอาหารเสริม เช่น โรงเรียน ตชด. โรงเรียนกีฬา และโรงเรียนพระปริยัติธรรม จัดซื้อนมของ อ.ส.พ. เป็นลำดับแรก พร้อมขยายเวลาโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ให้เด็กนักเรียนได้บริโภคนมต่อเนื่องตลอดทั้งปี 365 วัน จากเดิมเพียง 260 วัน และขยายกลุ่มเป้าหมายให้ครอบคลุมตั้งแต่ก่อนประถมศึกษาไปจนถึงระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 เพื่อช่วยดูดซับปริมาณน้ำนมดิบส่วนเกิน
...
และ 2. มาตรการภายใน 1 ปี ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการแปรรูปน้ำนมดิบเป็นผลิตภัณฑ์นมมูลค่าสูง เช่น ครีม เนย ชีส และนมผง ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศสูงถึงร้อยละ 90 พร้อมส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดสรรงบประมาณซื้อนมโคสดแท้ 100% แจกจ่ายให้ผู้สูงอายุในพื้นที่ รวมถึงปรับปรุงประกาศฉลากโภชนาการให้ระบุแหล่งที่มาของวัตถุดิบอย่างชัดเจน เช่น “นมโคสดแท้ 100% (น้ำนมจากแม่โคในประเทศไทย)” และปรับเพิ่มสัดส่วนให้ผู้แทนเกษตรกรได้เข้าไปมีส่วนร่วมในคณะอนุกรรมการบริหารจัดการโคนมฯ เพื่อร่วมกำหนดนโยบายที่ยั่งยืนต่อไป