“รัดเกล้า” โต้ประชาธิปัตย์ไม่รักสถาบัน กรณีลงมติไม่เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.เสริมสร้างสังคมสันติสุข ชี้ “อภิสิทธิ์” แบ่งประเด็นชัด “นิรโทษกรรม” กับ “มาตรการบำบัดฟื้นฟูเยาวชน” ย้ำไม่ใช่เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมคดี 112 ขออย่าบิดเบือน


เมื่อเวลา 08.38 น. วันที่ 10 กรกฎาคม 2569 นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก สืบเนื่องกรณีพรรคประชาธิปัตย์ ลงมติไม่เห็นชอบ ร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. .... ว่า ไปกันใหญ่แล้ว “ประชาธิปัตย์ไม่รักสถาบัน” คิดอยู่แล้วว่าจากมติสภาผู้แทนราษฎร ต่อร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข วันก่อน จะนำมาสู่ความเข้าใจผิดและความคิดลักษณะนี้

นางรัดเกล้า ระบุต่อไปว่า ตนเองนั่งอยู่ข้างๆ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตอนที่อภิปรายอยู่ และฟังว่าเนื้อหาฟังง่าย ไม่ซับซ้อน แบ่งประเด็น “นิรโทษกรรม” กับ “มาตรการบำบัดฟื้นฟูเยาวชน” ออกจากกันชัดเจน แสดงถึงเจตนารมณ์ของเราที่อยากเห็นคนรุ่นใหม่เติบโตมาอย่างมีความสัมพันธ์อันดีกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ได้ชัดเจน 

แต่ในเมื่อมีความเข้าใจผิด จะขออธิบายว่า ใครก็ตามที่ติดตามตนมาโดยตลอด จะเห็นได้ว่าความจงรักภักดีและความพร้อมในการปกป้องสถาบันเป็นสิ่งที่ตนยึดถือมาตลอด และเป็นเจตนารมณ์ที่สืบทอดจากสายเลือดสุวรรณคีรี ตั้งแต่ต้นตระกูล จนถึงคุณพ่อไตรรงค์ และมาถึงตนในวันนี้ โดยขออธิบายใน 2 หลักการดังนี้

หลักการที่ 1 ประชาธิปไตย และความจงรักภักดี ไม่ใช่สิ่งที่ขัดแย้งกัน - ในการประชุม สส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่เราร่วมกันพิจารณาร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข หรือที่เป็นที่รู้จักกันว่า “กฎหมายนิรโทษกรรม” บอกเลยว่าเราถกเถียงกันหนักมาก และหัวใจตนเหมือนถูกแยกออกเป็นสองเสี่ยง ใจหนึ่งตนรักและให้ความสำคัญกับสถาบันพระมหากษัตริย์มากๆ ผู้กระทำผิดตามมาตรา 112 สำหรับตนคือคนที่ย่ำยีความเชื่อ ความศรัทธาของคนไทย แม้ว่าในสายตาคนบางกลุ่มอาจมองว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่ เป็นสิทธิเสรีภาพของคนไทยในการแสดงออก แต่ตามหลักประชาธิปไตย คนทุกคนในสังคม แม้มีสิทธิเสรีภาพที่จะศรัทธา แสดงออก และพูดตามสิ่งที่ตนเชื่อ แต่ต้องยึดมั่นในบทบาทหน้าที่ที่จะเคารพและปกป้องความศรัทธาของผู้อื่นด้วย

...

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ตนทั้งเคยเดินร่วมต่อสู้มากับพี่น้องประชาชน คอยตำหนิและต่อต้านการกระทำของกลุ่มทะลุวัง การขัดขวางขบวนเสด็จ ฯลฯ เพราะเชื่อว่ามาตรา 112 คือกฎหมายที่ทำให้เสาหลักในการทำให้ประชาธิปไตยในประเทศไทย ยังคงอยู่และเดินหน้าต่อไปอย่างถูกต้องตามหลักการได้ ใครที่ละเมิดกฎหมายข้อนี้ไม่ได้แค่ทำผิดกฎหมายธรรมดาๆ แต่เขาคือบุคคลที่เป็นภัยต่อการปกครองภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของเรา จุดยืนนี้ยังเหนียวแน่นไม่เคยเปลี่ยนไป

แต่ในอีกใจหนึ่ง คือวลีว่า “เด็กก็คือเด็ก” ไม่ว่าเขาจะก้าวร้าว พฤติกรรมรุนแรง ไม่ใยดีต่อศรัทธาของผู้อื่น มันก็ยังคงมีความเป็นไปได้ที่เด็กบางคน ไม่ได้กระทำไปด้วยความคิดของตนเอง ถูกปลุกปั่น ทำตามกระแส หรือแม้ว่าเขาทำด้วยความคิดของตัวเอง เมื่อเวลาผ่านไปอาจสำนึก และต้องการกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่เคารพสถาบันอีกครั้ง หากมีโอกาสทำให้เยาวชนเพียงบางคนกลับมามีความเข้าใจที่ดีขึ้นต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ได้ โอกาสนั้นก็น่าจะมีคุณค่าไม่ใช่หรือ (ส่วนเยาวชนที่กระทำโดยตั้งใจและไม่สำนึก หากเขายึดมั่นในศักดิ์ศรี ก็จะไม่ร้องขอแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟู หรือหากเขาหัวหมอ ขอแผนฯ เพื่อให้หลุดพ้นจากความผิด เพื่อไปทำผิดซ้ำสอง ครั้งต่อไปเขาก็จะไม่มีสิทธินี้อีกแล้ว)

การสร้างสังคมไทยที่เข้มแข็งในระบอบประชาธิปไตย ควรยึดหลักการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง มากกว่าหลักการเด็ดขาด ถูกหรือผิดต้องทำให้เป็นสีขาวและดำ ไม่ใช่หรือ การสร้างความศรัทธาต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ในกลุ่มเยาวชน ควรยึดหลักการพระคุณ ให้โอกาสกลับตัว มากกว่าพระเดช เชือดไก่ให้ลิงดูจะได้ไม่มีใครทำแบบนี้อีก ไม่ใช่หรือ

“ขอตอบกลับคำตำหนิในโซเชียลมีเดีย เช่นว่า “ควรเสนอวิธีจัดการพวกผู้ใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังม็อบสามนิ้ว” คำตอบคือนี่เป็นการนำแพะมาชนแกะ ชักจูงให้คนรู้สึกไม่ดีต่อพรรคประชาธิปัตย์ (ซึ่งจะเป็นการกระทำจากความรู้สึกนึกคิดส่วนตัวของผู้เขียน หรือจะมีกระบวนการปลุกปั่นอยู่เบื้องหลัง เนเน่คงไม่อาจทราบ) แต่หากใครอ่านมาถึงจุดนี้ ขอให้ตั้งสติและอย่าพลัดหลงประเด็นตามการชักจูงนี้ค่ะ”

ทั้งนี้ วาระในการประชุมในวันพุธที่ 8 กรกฎาคม 2569 ไม่ได้เป็นวาระที่พูดถึงเหตุการณ์ม็อบสามนิ้วโดยจำเพาะ แต่เป็นการพิจารณากฎหมายสร้างเสริมสังคมสันติสุข (กฎหมายนิรโทษกรรม) ฉะนั้นที่ นายอภิสิทธิ์ เน้นพูดถึงมาตรา 11 ที่มีเนื้อหาปิดกั้นโอกาสในการร้องขอแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูเยาวชน โดยไม่ได้เสนอวิธีจัดการพวกผู้ใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังม็อบใดๆ ไม่ใช่เรื่องแปลก ที่แปลกคือคนเรียกร้อง คาดหวังให้ นายอภิสิทธิ์ พูดถึงสิ่งนี้ในวาระนี้ต่างหาก ไม่ต้องห่วง เมื่อถึงวาระที่เราต้องหาทางจัดการคนที่อยู่เบื้องหลังการปลุกปั่นทางการเมืองในกลุ่มเด็กและเยาวชน เราจะทำบทบาทนั้นอย่างเต็มที่แน่นอน

หลักการที่ 2 หลักกฎหมาย คนผิดคดี 112 ไม่ได้รับการนิรโทษกรรมอยู่แล้ว - จริงๆ กฎหมายฉบับนี้มีที่มาที่ไป หากไม่เข้าใจลำดับเหตุการณ์ ก็ง่ายที่จะหยิบแค่บางท่อนมาขยายผล เข้าใจผิดไปใหญ่โตได้ ขอลำดับเหตุการณ์เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องดังนี้

1. เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 สภาผู้แทนราษฎร ได้ลงมติรับหลักการ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ด้วยวัตถุประสงค์ให้กลุ่มที่มีความเห็นต่างทางการเมืองในช่วงปี 2548 - 2568 ได้มีโอกาสล้างความผิด (นิรโทษกรรม) อย่างเท่าๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นคนเสื้อเหลือง คนเสื้อแดง กปปส. และกลุ่มผู้ชุมนุมต่อต้านในยุค คสช. แต่ก็เน้นย้ำอย่างชัดเจนว่า “ไม่ให้การนิรโทษกรรมรวมไปถึงผู้กระทำความผิด ม. 112 แต่ยอมให้มีการบำบัดเยียวยาแก่เยาวชนที่อายุต่ำกว่า 18 ปี”

2. ในปี 2568 นั้น ร่าง พ.ร.บ. นี้ได้ผ่านสภาผู้แทนฯ (นับเป็นวาระที่ 1) แล้ว ก็ถูกส่งต่อให้วุฒิสภาพิจารณา (เป็นวาระที่ 2) ปรากฏว่ามีการแก้ไขในชั้นกรรมาธิการของวุฒิสภา โดยมี 2 สาระสำคัญที่แก้ไข คือ 1) ให้ตัดการเปิดโอกาสให้บำบัดเยียวยาแก่เยาวชนที่อายุต่ำกว่า 18 ปีออกไป (ในมาตรา 11) และ 2) มีการสอดไส้เนื้อหาที่อาจนำไปสู่การนิรโทษกรรมผู้เกี่ยวข้องคดีฮั้วเลือก สว. เข้าไป (ในบัญชีท้ายพระราชบัญญัติ) 

3. ในวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ร่าง พ.ร.บ. ที่ผ่านวุฒิสภาแล้ว ได้กลับเข้าสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาอีกครั้ง (เป็นวาระที่ 3 ซึ่งคือวาระสุดท้าย) เพื่อให้ สส. ร่วมกันตัดสินว่าจะยอมเห็นด้วยกับร่างที่ สว. แก้ไขมาไหม พรรคประชาธิปัตย์ ไม่เห็นด้วยกับ 2 สาระสำคัญที่ สว. แก้และใส่เข้ามา โดยย้ำว่าเรายังเห็นด้วยกับหลักการทั้งหมดของ พ.ร.บ.ร่างเดิม ที่ไม่นิรโทษกรรมให้ผู้กระทำผิดมาตรา 112 (แต่ยอมให้มีการบำบัดเยียวยาเด็ก) และไม่นิรโทษกรรมให้ผู้ทุจริตการเลือกตั้งฮั้ว สว.

“แต่สุดท้ายด้วยเสียงที่น้อยกว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้ก็ได้ผ่านออกไปแล้ว แม้ว่าเราจะไม่เห็นด้วย แต่ต้องยอมรับผลที่ออกมาตามระบอบประชาธิปไตยค่ะ ฉะนั้นย้ำว่า สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์โหวตไปนั้น โปรดอย่าบิดเบือน มันไม่ใช่การเห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมผู้ที่ทำผิดคดี 112 เลย เนเน่ขอทิ้งท้ายในฐานะของคนที่ทั้งรักและศรัทธาต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ได้น้อยไปกว่าใคร เรารักสถาบันได้ หวงแหนมาตรา 112 ได้ แต่เราต้องทำอย่างมีสติค่ะ อย่าให้รักบังตา จนมองไม่เห็นความผิดปกติที่ซ่อนเร้นแอบแฝงอยู่ค่ะ”