“พลพีร์” มท.2 นำทีมแถลงผลปฏิบัติการ “ถอดเกล็ดมังกร” จับ “พ่อทิพย์-เจ้าหน้าที่รัฐ” เอี่ยวทุจริตสวมสัญชาติเด็กต่างด้าว งัดมาตรการเข้มจดทะเบียนรับรองบุตร สกัดทุนเทาฟอกเงินฮุบอสังหาริมทรัพย์ไทย


วันที่ 9 กรกฎาคม 2569 เมื่อเวลา 15.00 น. นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการแถลงผลปฏิบัติการ “ถอดเกล็ดมังกร” ปราบปรามขบวนการอำพรางการสมรสและทุจริตทะเบียนราษฎร ณ กองกำกับการสืบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 8 เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร โดยมี พลตำรวจเอกสำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นายวิฑูรย์ สิรินุกุล รองอธิบดีกรมการปกครอง นายสุภาพ สิริ ผู้อำนวยการกองปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ 1 สำนักงาน ป.ป.ท. นายอภินันท์ นวลสุวรรณ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการกองข่าวกรองทางการเงิน สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และนายอังศุเกติ์ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ ผู้อำนวยการกองกิจการอำนวยความยุติธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ให้เกียรติเข้าร่วมการแถลงข่าว

สำหรับการบูรณาการปราบปรามในครั้งนี้ เป็นการขยายผลสืบเนื่องจากปฏิบัติการย้อนเกล็ดมังกร โดยพบพฤติการณ์ของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่ใช้วิธีการจ้างคนไทยมาจดทะเบียนสมรสเท็จ หรือรับเป็น “พ่อทิพย์” เพื่อแจ้งเกิดและขอสูติบัตรให้บุตรของคนต่างด้าวได้รับสัญชาติไทย ซึ่งนำไปสู่การขออนุมัติหมายจับ 40 หมาย และหมายค้น 53 หมาย สามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้แล้ว 15 ราย ทั้งชาวต่างชาติ พ่อทิพย์ชาวไทย รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐและพนักงานโรงพยาบาลที่มีส่วนรู้เห็น 

...

ทั้งนี้ การกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นการสร้างช่องทางให้กลุ่มทุนสีเทาสามารถหลีกเลี่ยงกฎหมาย ถือครองอสังหาริมทรัพย์ ประกอบธุรกิจ และฟอกเงินผ่านบุตรที่ได้สัญชาติไทย โดยในส่วนของกระทรวงมหาดไทย กรมการปกครองได้สั่งการเร่งด่วนไปยังสำนักทะเบียน 878 อำเภอทั่วประเทศ ให้ปรับปรุงมาตรการโดยกำหนดให้บิดาหรือมารดาที่เป็นชาวต่างชาติต้องมาแสดงตนเพื่อยืนยันการเป็นบุตรด้วยตนเองเท่านั้น เพื่ออุดช่องโหว่และสกัดกั้นขบวนการดังกล่าวอย่างเด็ดขาด

นายพลพีร์ กล่าวเน้นย้ำถึงเจตนารมณ์ของรัฐบาลในการกวาดล้างอาชญากรรมข้ามชาติว่า “ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา รัฐบาลโดยท่านอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ตระหนักถึงปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติที่เป็นภัยต่อคนไทย ทั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ ธุรกิจสีเทาต่างๆ โดยการสั่งการในทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งปราบปรามอย่างต่อเนื่อง จึงได้พบว่าผู้กระทำความผิดมีการใช้ระบบทะเบียนราษฎรและการได้มาซึ่งสัญชาติไทยมาอำนวยความสะดวกในการหลบซ่อนตัวหรือถ่ายเททรัพย์สิน ไม่ใช่แค่การใช้รายการเท็จหรือการสวมตัวเป็นคนไทยเท่านั้น แต่ครั้งนี้เป็นการจ้างคนไทยมาทำการสมรสเท็จ หรือมารับรองเท็จเพื่อให้บุตรของตนได้รับสัญชาติไทย ซึ่งถือว่าเป็นภัยคุกคามต่อความสงบเรียบร้อยของพี่น้องประชาชนและความมั่นคงของประเทศเราเป็นอย่างยิ่ง ขอเน้นย้ำว่านโยบายของท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เราบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา และเราปิดชื่อ ดูพฤติกรรมอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นไม่ว่าท่านจะอยู่ในหน่วยงานไหน ถ้าเกิดว่าท่านทำผิดกฎหมาย หน่วยงานของพวกเราก็จะลงไปสืบสวนจนถึงที่สุด”