พรรคประชาธิปัตย์ น้อมรับคำวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญ ห่วงสร้างบรรทัดฐานใหม่ กู้ไม่จำเป็นจริง หนี้ชนเพดาน ย้ำงบฯ ก้อนที่ 2 ไร้แผนงาน ไม่ลดการพึ่งพาต่างชาติ
วันที่ 9 ก.ค. 2569 ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)กล่าวถึงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญให้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านของรัฐบาลไม่ขัดรัฐธรรมนูญว่า พรรค ปชป.ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของผู้ร้องน้อมรับคำวินิจฉัยของศาล แต่เรายังไม่ทราบเหตุผลและรายละเอียด ทราบเพียงมติที่แถลงที่เป็นเพียงการสรุปมติเท่านั้น
เราต้องไปศึกษาว่า เหตุผลและประเด็น ที่ศาลใช้วินิจฉัยเป็นอย่างไร เพราะมีความกังวลเป็นห่วงว่า การวินิจฉัยครั้งนี้ จะนำไปสู่การสร้างบรรทัดฐานในการกู้เงินของรัฐบาล กรณีที่รัฐบาลมีงบประมาณไม่เพียงพอ แต่เป็นภาวะเศรษฐกิจปกติ จะเป็นบรรทัดฐานใหม่ และส่งผลกระทบจากอดีตที่ผ่านมา จากกรอบวินัยการเงินการคลังที่ถูกกำหนดไว้ในกฎหมายตั้งแต่รัฐธรรมนูญลงมา ซึ่งประเทศไทยมีปัญหานี้ค่อนข้างน้อย ในรอบหลาย 10 ปีที่ผ่านมา จึงต้องรอดูคำวินิจฉัยของศาลอย่างละเอียดอีกครั้ง แต่เรามีความกังวลแน่นอน จากผลที่รัฐบาลกู้เงินได้ครั้งนี้จะส่งผลให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ(GDP) ขยับเกือบชนเพดาน คือ ร้อยละ 70 ทั้งที่รัฐบาลเคยยืนยันต่อสภาฯว่า ไม่มีแนวคิดที่จะขยายเพดานหนี้สาธารณะ เราขอให้รัฐบาลเร่งสร้างความชัดเจนว่า แผนทางการคลังในระยะกลาง ระยะยาว ซึ่งจริงๆ ไม่ต้องถึงระยะปานกลางด้วยซ้ำ ในปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร จะมีแนวทางในการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่ายอย่างไร มิฉะนั้นจะกลับมาสู่ปัญหาว่า จะต้องมีการกู้เงินเพิ่ม ต้องขยายเพดานหนี้หรือไม่ เราก็หวังว่าจะไม่มีการออก พ.ร.ก.กู้เงินแบบนี้อีก
...
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ในส่วนเงินก้อนที่ 2 ที่จะนำมาใช้ในโครงการเกี่ยวกับพลังงาน ซึ่งตรงนี้แม้แต่ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ก็มีตุลาการเสียงข้างน้อยที่เห็นว่า ไม่เป็นไปตามเงื่อนไข เราอยากเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งทำความชัดเจนและเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการกลั่นกรองโครงการต่างๆให้เกิดประสิทธิภาพและความโปร่งใสให้มากที่สุด เมื่อถามว่าคำวินิจฉัยที่ออกมา เกินความคาดหมายหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เราเชื่อเหตุผลของเราและทราบดีว่ามี 2 ประเด็น คือ จากคำวินิจฉัยในอดีตศาลรัฐธรรมนูญก็จะระมัดระวังไม่พยายามใช้อำนาจที่อาจทำให้ฝ่ายบริหารทำงานได้ยาก 2.ด้วยศาลรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ที่ตีความในส่วนของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เราจึงทราบดีว่า เป็นเรื่องยากเหมือนกันที่จะทำให้เห็นได้ชัดว่า จริงๆแล้วขัดกับรัฐธรรมนูญ
เมื่อถามย้ำว่า พรรคประชาธิปัตย์หวังจะเห็นโครงการในส่วนที่ 2 ในงบฯ 2 แสนล้านบาทอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในเมื่อรัฐบาลยืนยันว่า มีความจำเป็นเร่งด่วน และถ้าไม่ทำจะกระทบกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เราคิดว่าการกู้เงินจะต้องเกิดขึ้นโดยเร็ว แต่ขณะนี้จากการติดตามของกลไกต่างๆรวมทั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณปี 2570 ก็ยังไม่มีรายละเอียดในเรื่องนี้ จึงเป็นห่วงว่า สรุปแล้วความพร้อมในการกลั่นกรองโครงการนี้เป็นอย่างไร ที่สำคัญ สิ่งที่เราวิตกกังวลคือ รัฐบาลมองเพียงแค่ว่า ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ แต่ข้อเท็จจริงคือการพึ่งพา การนำเข้าน้ำมัน และก๊าซจนมากเกินไป รัฐบาลพูดแต่เพียงว่า จะสนับสนุนเรื่องของโซลาร์เซลล์ ยานยนต์ไฟฟ้า แต่จริงๆแล้ว มีแต่การส่งเสริมการนำเข้า ซึ่งไม่ได้ลดการพึ่งพาต่างประเทศลง ทั้งที่ทางเลือกอื่นๆ ก็มี เช่น ปาล์มน้ำมัน แต่ไม่แน่ใจว่ารัฐบาล มีความชัดเจนแค่ไหน ซึ่งรัฐบาลยืนยันว่าโครงการหลักเป็นเพียงการส่งเสริมให้มีโซลาร์เซลล์กับยานยนต์ไฟฟ้า