“เอิร์ธ พงศกร” โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ชี้ 4 ปมไม่รับร่างกฎหมายสันติสุข เปิดช่องฟื้นฟูเยาวชน ไม่ใช่นิรโทษคดี 112 พร้อมชี้ท้าย พ.ร.บ. ส่อเอื้อคดีฮั้ว สว. หวั่นสร้างปมบานปลาย


เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยถึงจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ ต่อกรณีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาเรื่องด่วน ร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. .... เมื่อวานนี้ (8 กรกฎาคม) โดยระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้ลงมติ “ไม่เห็นด้วย” ต่อร่างกฎหมายดังกล่าว พร้อมทั้งแสดงความเห็นสอดคล้องกับการอภิปรายของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โดยกางเหตุผลสำคัญในข้อทักท้วงรวม 4 ประเด็นหลัก

นายพงศกร กล่าวว่า ประเด็นแรก พรรคประชาธิปัตย์ขอยืนยันในข้อเท็จจริงว่าร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ไม่ได้มีการนิรโทษกรรมให้กับผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งถือเป็นหลักการขั้นพื้นฐานที่พรรคให้ความสำคัญมาโดยตลอด 

ประเด็นที่ 2 ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับเยาวชน พรรคประชาธิปัตย์มองเห็นต่างและต้องการทักท้วงในจุดนี้ โดยเห็นว่าสำหรับผู้กระทำความผิดที่เป็นเยาวชน ควรเปิดช่องทางให้มีทางเลือกในการเข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟู สำหรับเยาวชนที่สำนึกผิด เนื่องจากเชื่อมั่นว่าจะเป็นหนทางสำคัญที่ทำให้ความเข้าใจผิดต่างๆ เกิดความกระจ่างขึ้นได้ เมื่อเยาวชนเหล่านั้นได้รับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง 

ส่วนประเด็นที่ 3 หากเยาวชนที่ต้องคดี มาตรา 112 ไม่ได้ร้องขอให้เข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟู ก็จะไม่ต้องเข้ากระบวนการ และกระบวนการนี้ก็ไม่ใช่การนิรโทษกรรมผู้กระทำผิดตามมาตรา 112 ด้วย 

“กระบวนการบำบัดฟื้นฟูควรตั้งอยู่บนความสมัครใจ หากเยาวชนที่กระทำความผิดไม่ได้ร้องขอ ก็ไม่จำเป็นต้องเข้าสู่กระบวนการ และต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจนว่า ไม่ว่าจะเข้ารับหรือไม่รับการบำบัดฟื้นฟู เยาวชนเหล่านั้นก็ไม่ได้รับการนิรโทษกรรมในมาตรา 112 อยู่ดี การตัดช่องทางนี้ออกไปจึงไม่เป็นประโยชน์ต่อการสร้างความสันติสุขในอนาคต เพราะเชื่อมั่นว่าหากเยาวชนได้รับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องจะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์และเยาวชนดีขึ้น”

...

สำหรับประเด็นที่ 4 ซึ่งถือเป็นปมร้อนที่สุด นายพงศกร ชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติในบัญชีท้ายพระราชบัญญัติ ที่มีการระบุฐานความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เข้าไปด้วย โดยตามหลักการทั่วไป กฎหมายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งมักจะเป็นเรื่องของการทุจริตเลือกตั้ง การให้ใบเหลือง-ใบแดง ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจและการบริหารจัดการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่การนำฐานความผิดนี้มาผูกโยงไว้ในท้าย พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกสังคมตั้งคำถามและมองว่า เป็นการเอื้อประโยชน์ต่อกรณีข้อกล่าวหาเรื่องการฮั้ว สว. หรือไม่

นายพงศกร ระบุด้วยว่าในเรื่องนี้ นายอภิสิทธิ์ ได้กล่าวทักท้วงกลางสภาฯ ว่า ประเด็นดังกล่าวอาจกลายเป็นชนวนเหตุใหม่ที่บานปลายไปสู่เรื่องของการใช้อำนาจของนักการเมืองด้วยกันเอง เพราะหาก สส. ให้ความเห็นชอบต่อร่างกฎหมายที่มีลักษณะเช่นนี้ ย่อมมีโอกาสสูงมากที่จะถูกมองว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมีความขัดกันแห่งผลประโยชน์ ซึ่งเป็นการกระทำที่ต้องห้ามอย่างชัดเจนตามมาตรา 114 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ พรรคประชาธิปัตย์จึงลงมติไม่เห็นด้วย เพื่อรักษาหลักการที่ถูกต้องของบ้านเมือง.