“ชัชชาติ”แจงคิดมานานแล้ว ดึง “จักกพันธุ์” แทน “ต่อศักดิ์” หวังให้มาช่วยทำงบประมาณ ประกาศขอพิสูจน์ตัวเองให้เห็นว่าไม่มี “ระบอบอากง” อยู่จริง
วันที่ 9 ก.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงถาม-ตอบของการแถลงข่าวเปิดตัวทีมผู้บริหารของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้สื่อข่าวได้ถามว่าการปรับเปลี่ยนตำแหน่งที่ปรึกษาจาก นายต่อศักดิ์ เป็น นายจักกพันธุ์ เพื่อลบล้างข้อครหาเรื่อง “ระบอบอากง”หรือไม่ นายชัชชาติกล่าวว่า เป็นเรื่องที่คิดมากว่า 1 ปีแล้ว เพราะตำแหน่งไม่พอ ที่ผ่านมา นายพรพรหมก็ทำงานได้ดีมาก แต่ต้องขยับมาเป็นรองผู้ว่าฯ ในขณะเดียวกันตนก็ยังต้องการนายจักกพันธุ์ด้วย เพราะเป็นผู้ที่ทำเรื่องงบประมาณ ประสานงานได้ดี จึงจะให้ขยับมาเป็นประธานที่ปรึกษาอยู่แล้ว พร้อมย้ำว่า ระบอบอากงไม่มีจริง ขอให้ประชาชนคลายความกังวลได้ ซึ่ง นายต่อศักดิ์ยังมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ และในทีมที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิก็จะมี รศ.นพ. ฉันชาย สิทธิพันธุ์ พี่ชายตนอยู่ด้วย
มั่นใจจุดแข็งกรุงเทพมหานคร
ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า แม้ประชาชนชาวกรุงเทพฯจะไม่ติดใจ แต่มีบางพรรคการเมืองที่ยังจับจ้องเรื่องระบอบอากงอยู่ นายชัชชาติตอบว่า เป็นหน้าที่ที่ต้องพิสูจน์ตัวเอง ซึ่งเมื่อครู่ตนได้พูดคุยกับปลัด กทม.ในประเด็นนี้ว่า ไม่มีระบอบอากงจริงๆ เป็นคำที่คนพูดขึ้นมาเฉยๆ แต่ก็เข้าใจว่าอาจยังมีคนแคลงใจอยู่บ้าง เมื่อถามว่า ที่เคยหาเสียงไว้ว่าจะทำให้ กทม. เป็นเมืองชั้นนำระดับโลกในความเป็นท้องถิ่น จะทำได้อย่างไร นายชัชชาติ กล่าวว่า หัวใจหลักของเมืองคือเศรษฐกิจ ซึ่งมีเศรษฐกิจสองส่วนคือ บริษัทใหญ่ ที่มีกว่า 8 พันบริษัท และเศรษฐกิจรากหญ้า พ่อค้าแม่ขาย ร้านกาแฟต่างๆกว่า 5 แสนราย ซึ่งหากไม่ขยายเศรษฐกิจฐานบน ก็ยากที่เศรษฐกิจฐานล่างจะอยู่รอด เพราะแย่งลูกค้ากันเองหมด ตนเชื่อว่ากรุงเทพมีศักยภาพเรื่องสิ่งแวดล้อมต่างๆที่จะเอื้อให้มีการลงทุนเยอะขึ้น ซึ่งในทีมที่ปรึกษาก็มีผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจเมือง และจากการพูดคุยกับชาวต่างชาติ ทุกคนเห็นตรงกันว่ากรุงเทพมีจุดแข็งในด้านการอยู่ร่วมกันของคนหลายกลุ่ม แม้อาจจะมีปัญหาเรื่องกฎระเบียบที่ยืดเยื้อล่าช้าอยู่บ้าง แต่เชื่อว่าพร้อมที่จะเป็นเมืองชั้นนำระดับโลก
...
มอง กทม.มีเสน่ห์ น่าอยู่
ผู้สื่อข่าวถามว่า ผู้ว่าฯ มองว่า กรุงเทพจะเป็นเมืองแบบไหน ในอีก 4 ปีข้างหน้า นายชัชชาติตอบว่า “ไม่เหมือนใคร มีอัตลักษณ์ของตนเอง มีเสน่ห์ เป็นมิตร ยิ้มแย้ม เป็นเมืองน่าอยู่ และน่าทำงาน” เมื่อถามว่า มีประเด็นไหนที่อยากฝากถึงข้าราชการ กทม. เรื่องสวัสดิการ การพัฒนาบุคลากร และการสนับสนุนความร่วมมือหรือไม่ นายชัชชาติจึงกล่าวกับข้าราชการที่เฝ้าดูและมาให้การต้อนรับตนอยู่บนอาคารศาลาว่าการว่า ขอขอบคุณทุกคน เพราะคะแนนการเลือกตั้งไม่ได้สะท้อนเพียงผลงานของผู้ว่าคนเก่าเท่านั้น แต่ยังสะท้อนความพึงพอใจของประชาชนที่มีต่อผลงานของข้าราชการ กทม.ทุกคน และขอให้ทำงานหนักขึ้นอีก เพราะ 4 ปีจากนี้ จะมีความคาดหวังที่มากขึ้น และเป้าหมายที่ยากขึ้น
ยินดีทำงานประธานสภาฯกทม.
ส่วนกรณีของผู้ที่ยังไม่ได้รับการบรรจุ นายชัชชาติ กล่าวว่า ต้องให้ความยุติธรรมกับเขา แต่งบประมาณ กทม. ปี 2570 มีปัญหาจริงๆ เพราะต้องจ่ายเงินให้ BTS ซึ่งรายรับกับรายจ่ายยังต่างกันถึง 5 พันล้านบาท ต้องมีการนำเงินไปอุดสัญญาเดินรถ กับค่าใช้จ่ายที่เก็บได้ ซึ่งกทม. ยังขาดทุนอยู่ 5 พันล้านบาท เมื่อถามถึงการย้ายศาลาว่าการ ว่ายังเดินหน้าต่อหรือไม่ นายชัชชาติ ตอบว่า ศาลาว่าการอีกฝั่งหนึ่งยังไม่พร้อม ตอนนี้มีฝั่งเดียว ขณะนี้กำลังทยอยทำแต่ไม่ได้เร่งด่วนมาก ขึ้นอยู่กับความพร้อมและความปลอดภัยของอาคาร แต่ตอนนี้เริ่มเปิดให้ประชาชนใช้บางส่วนแล้วเมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า พร้อมทำงานกับประธานสภากรุงเทพที่เป็นผู้หญิงและมาจากพรรคการเมืองหรือไม่ นายชัชชาติตอบว่า ยินดีและพร้อมทำงานกับสก. ทุกท่านโดยเอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้งเสมอ
หวังล้างอาถรรพ์อยู่ครบเทอม
ผู้สื่อข่าวถามว่า นายชัชชาติ กลัว “อาถรรพ์ผู้ว่าสมัย 2” หรือไม่ เพราะที่ผ่านมาผู้ว่าคนไหนที่ได้รับเลือกเป็นสมัยที่ 2 มักจะอยู่ไม่ครบเทอม นายชัชชาติกล่าวว่า “ขอทำให้ดีที่สุดแล้วกัน แล้วแต่เวรแต่กรรม ถ้าอยู่ถึงก็ถึง กลัวไปก็ไม่มีประโยชน์ ก็หวังว่าจะล้างอาถรรพ์ได้” ถามถึงกระแสการปราบทุจริตที่กำลังได้รับความสนใจ ผู้ว่าฯอยากสื่อสารอะไรกับประชาชนและข้าราชการ กทม. ที่หลงผิด
ยืนยันไม่มีซื้อขายตำแหน่ง
นายชัชชาติกล่าวว่า ที่ผ่านมาทำได้ดีมาก ต้องเน้นย้ำต่อ เมื่อครู่ได้คุยกับปลัด กทม.ว่า เรื่องปราบทุจริตนั้น ให้ความสำคัญเป็นอันดับ 1 ซึ่งดีมากที่ครั้งนี้ประชาชนสนใจ ต้องลุยต่อ ตนเชื่อว่ามาถูกทางแล้ว แม้เรื่องเล็กน้อยก็ต้องเอาให้หมด และขอยืนยันว่า กทม.ไม่มีการซื้อตำแหน่ง ทุกคนต้องมาจากความสามารถ หากใครมีประวัติไม่โปร่งใส ก็ต้องดำเนินการทางกฎหมายเต็มที่ พร้อมฝากถึงประชาชนให้ช่วยกันคิดให้เป็นวาระแห่งชาติ เพราะถ้ามีการทุจริตประเทศไทยจะไประดับโลกไม่ได้
คาดผังเมือง กทม.เสร็จต้นปีหน้า
สำหรับเรื่องงานค้างของ กทม. เรื่องแผนปรับปรุงผังเมือง ในสมัยนี้จะเดินหน้าต่อยังไง และ รถไฟฟ้าสายสีเขียวกำลังจะหมดสัมปทานในปี 2572 นั้น ผู้ว่าฯ จะมีนโยบายยังไงบ้าง
นายชัชชาติตอบว่า เรื่องผังเมืองอยู่ที่กรมโยธาฯแล้ว อยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็น 60 วันแต่ตอนนี้ยังไม่ถูกส่งกลับมา ซึ่งต้องเร่งดำเนินการ คาดว่าจะเสร็จต้นปีหน้า อีกเรื่องหนึ่งคือ พรบ.ผังเมืองฉบับใหม่ ที่เสนอเข้า สก. ให้อนุมัติ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ ต้องคุยกับกรมโยธาฯ และจะผลักดันให้เสร็จภายในต้นปีหน้าเช่นเดียวกัน
ส่วนรถไฟฟ้าสายสีเขียวนั้นมีความสำคัญมาก เพราะค่าเดินรถแพง กทม.ขาดทุนอยู่ปีละ 5 พันล้าน ปี 2572 ส่วนไข่แดงจะกลับมาเป็นของเรา แต่ก็ยังมีสัญญาเดินรถต่อในส่วนนี้ ล่วงหน้า 30 ปี ถึงปี 2585 ซึ่งรวมแล้วกว่าปีละ 1.8 หมื่นล้านบาท ดังนั้นหัวใจจึงอยู่ที่ พรบ.ร่วมทุน ซึ่งต้องเจรจาให้ค่าเดินรถถูกลง จะได้เหลือเงินกลับคืนสู่ประชาชนบ้าง
ดูแลคนกทม.ดุจญาติมิตร
ผู้สื่อข่าวจากไต้หวันถามว่า คนกรุงเทพฯ กังวลเรื่องน้ำท่วม การทุจริต และความปลอดภัยมากที่สุด ผู้ว่าฯ จะจัดการปัญหาเหล่านั้นอย่างไร และกรุงเทพฯก็เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมาก นักท่องเที่ยวจะสามารถคาดหวังอะไรได้บ้างใน 4 ปีจากนี้ นายชัชชาติตอบว่า ในส่วนของปัญหานั้น ตนมีข้อกังวลเช่นเดียวกัน โดย กทม. จะใช้เทคโนโลยีในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ซึ่ง 4 ปีที่ผ่านมาก็ได้เริ่มแก้ไขจุดเสี่ยงไปแล้วกว่า 200 จุด ที่ควรเสร็จภายใน 4 ปีนี้ ส่วนเรื่องการทุจริตนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด จึงต้องใช้เทคโนโลยีในการเปิดเผยข้อมูลเพื่อให้ประชาชนร่วมตรวจสอบ และนักท่องเที่ยวก็สามารถมั่นใจได้ว่าจะมีคุณภาพชีวิตรวม ถึงศักยภาพในการลงทุนที่ดีขึ้น พร้อมกล่าวทิ้งท้ายว่ากรุงเทพฯจะดูแลทุกคนเหมือนครอบครัว