ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดทางอาญา “รจนา-เกรียง กัลป์ตินันท์”  ฮั้วประมูลถนนอุบลฯ 26 โครงการ มูลค่ารวม 43 ล้าน  เอื้อบริษัทเครือญาติ มีมติส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดดำเนินคดี


วันที่ 9 กรกฎาคม 2569 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด นางรจนา กัลป์ตินันท์ อดีตนายกเทศมนตรีนครอุบลราชธานี พร้อมพวก กรณีแบ่งจ้างโครงการก่อสร้างปรับปรุงขยายผิวจราจร ปีงบประมาณ 2549 วงเงินรวม 43.221 ล้านบาท ออกเป็น 26 โครงการ โครงการละไม่เกิน 2 ล้านบาท เพื่อหลีกเลี่ยงการจัดจ้างด้วยวิธีประกวดราคา และเอื้อประโยชน์ให้เอกชนบางรายเข้ารับงาน


ผลไต่สวนระบุว่า เกรียง กัลป์ตินันท์ ซึ่งขณะนั้นเป็นสามีของนางรจนา มีบทบาทสั่งการให้แบ่งโครงการและแทรกแซงการดำเนินงานของเทศบาล รวมถึงกำหนดให้บริษัทของเครือญาติและผู้ใกล้ชิดเข้ารับงาน โดยมีการจัดทำผู้เสนอราคาและคู่เทียบล่วงหน้า ก่อนให้นางรจนาลงนามอนุมัติสัญญาจ้าง


ป.ป.ช.ยังพบว่า เงินค่าจ้างจากหลายโครงการถูกโอนไปยังบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับนายเกรียง นางรจนา และเครือญาติ ขณะที่โครงการที่จัดจ้างด้วยระบบประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-Auction) จำนวน 11 โครงการ ไม่พบพยานหลักฐานว่ามีความผิดทางอาญา แต่พบเจ้าหน้าที่เทศบาลบางรายมีมูลความผิดวินัยไม่ร้ายแรง


คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดนางรจนา กัลป์ตินันท์ อดีตนายกเทศมนตรีนครอุบลราชธานี พร้อมนายพงษ์ศักดิ์ มูลสาร และผู้เกี่ยวข้อง กรณีแบ่งจ้างโครงการก่อสร้าง โดยเห็นว่ามีมูลความผิดทางอาญาฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจโดยมิชอบ และความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ รวมทั้งมีความผิดตาม พ.ร.บ.เทศบาล

...


นอกจากนี้ ป.ป.ช. ยังชี้มูลผู้ประกอบการและผู้บริหารห้างหุ้นส่วนหลายราย ฐานสนับสนุนการกระทำความผิด รวมถึงชี้มูลนายเกรียง กัลป์ตินันท์ อดีต สส. และนายกานต์ กัลป์ตินันท์ สมาชิกวุฒิสภา ทั้งในฐานะผู้สนับสนุนและผู้ร่วมกระทำความผิดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง


ส่วนเจ้าหน้าที่บางรายถูกชี้มูลความผิดทางวินัยไม่ร้ายแรง ขณะที่บางนิติบุคคลถูกจำหน่ายคดีเนื่องจากสิ้นสภาพนิติบุคคล และผู้ถูกกล่าวหารายอื่น ป.ป.ช. เห็นว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอ จึงให้ข้อกล่าวหาตกไป


ทั้งนี้  ป.ป.ช. จะส่งสำนวนพร้อมความเห็นไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พร้อมแจ้งผลการพิจารณาให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับทราบ และส่งเรื่องให้หน่วยงานต้นสังกัดดำเนินการทางวินัยตามกฎหมายต่อไป