“ศศินันท์” ซัด นิรโทษกรรมแบบเลือกปฏิบัติ ให้โอกาสผู้กระทำผิดในคดีก่อการร้าย กบฏ ปิดสนามบิน แต่ปิดประตูใส่เยาวชนโพสต์เฟซบุ๊ก รีทวิต กดไลค์
วันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 นางศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.กทม.พรรคประชาชน อภิปราย ร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ในตอนหนึ่งว่า ตนได้ฟังคำอธิบายของเพื่อนสมาชิกทุกคนอภิปรายอย่างตั้งใจ โดยทุกคำพูด ทุกประโยค ทุกแววตา ทุกความรู้สึก ขอขอบคุณทุกคนที่อภิปรายด้วยเหตุและผล แต่บางคนยังมีความเข้าใจที่ผิดไป คำว่า “เด็กถูกล้างสมอง” ที่หลายคนอภิปรายพูดซ้ำๆ จนแผ่นเสียงตกร่อง จึงยกตัวอย่างว่า ในสมัยนี้มี AI เด็กไม่สามารถถูกล้างสมองได้ง่ายๆ แต่รุ่นเก่าหรือรุ่นเราต่างหาก ที่ถูกเลือกข้อมูลจากผู้มีอำนาจมาใช้ในสมองผ่านตำราประวัติศาสตร์ไทย ที่แก้แล้วแก้อีก
“จากที่เพื่อนสมาชิกบอกว่าคดีมาตรา 112 มีไม่ถึง 10 คดี ท่านลองใช้ ChatGPT หาดูได้ว่า เยาวชนโดน 112 กี่คน อย่างน้อย 18 คน รวม 21 คดี ถ้าอัปเดตจริงๆ ณ ปัจจุบัน ในเว็บศูนย์ทนายฯ นั่นคือ 20 คน 24 คดี”
นางศศินันท์ กล่าวด้วยว่า การที่เพื่อนสส.ได้ยกถึงตัวเลขของผู้ที่จะได้ประโยชน์จากการนิรโทษกรรมในสมัยต่างๆ โดยยกตัวอย่างทั้งคดีก่อการร้าย ปิดสนามบิน อั้งยี่ ซ่องโจร กบฏ ครอบครองอาวุธ บุกรุกสถานที่ราชการ ในขณะที่คดีมาตรา 112 กลับเป็นการโพสต์เฟซบุ๊ก รีทวีต กดไลก์ แปลข่าว อ่านแถลงการณ์ ใส่ชุดไทย ใส่เสื้อครอปท็อป หรืออีกมาตราหนึ่งคือมาตรา 110 ที่ชื่อมาตรา ดูร้ายแรงมาก แต่พฤติการณ์ในคดีคือการชุมนุมโดยทั่วไป แล้วไม่รู้ว่ามีขบวนเสด็จขับรถผ่านมา จึงมีการชูสามนิ้ว นั่นคือพฤติการณ์ในคดีมาตรา 110 ที่หลายคนบอกว่าร้ายแรงมาก ให้อภัยไม่ได้”
...
นาง ศศินันท์ กล่าวด้วยว่า การนิรโทษกรรมในคดีมาตรา 112 ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ ข้อหาคอมมิวนิสต์ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นข้อหาในมาตรา 112 ก็เคยถูกนิรโทษกรรมมาแล้ว ไม่มีเยาวชนคนไหนในเรือนจำตอนนี้ ที่ติดคุกในคดีมาตรา 112 แต่ในคดีอื่นๆ ในบัญชีแนบท้าย ก็ไม่มีใครอยู่ในเรือนจำสักคน เพราะการนิรโทษกรรมที่เราต้องการคือ เราต้องการได้ใช้ชีวิตปกติ เอาชีวิตปกติกลับคืนมา กลับไปทำงาน กลับไปเรียนหนังสือ แต่กับคดีมาตรา 112 หรือ 110 ไม่มีใครสามารถกลับมาใช้ชีวิตปกติได้ หลายคนแค่ลมหายใจกลับมายังไม่ได้ เอาร่างกลับมายังไม่ได้”
นาง ศศินันท์ย้ำว่า การเมืองในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่มีใครได้ทุกอย่างที่ต้องการ แต่เราต้องเอาความจริงมาพูดกันว่า มาตรา 11 ที่พรรคเพื่อไทยบรรจงเขียนเพิ่มลงไป ถูกลบความหมายทั้งหมดด้วยการเพิ่มวรรค 2 ของวุฒิสภา ทางพรรคเพื่อไทยไม่เอะใจหรือติดใจ แต่ตนไม่เข้าใจ เพราะในชั้นกรรมาธิการ พรรคเพื่อไทยเองเสนอว่าจะเปิดช่องในมาตรา 11 โดยเลี่ยงบาลี ไม่ใช้คำว่า “นิรโทษกรรม” แต่ใช้มาตรการของศาลเยาวชนแทน ท้ายที่สุดมาตรา 112 ก็ถูกล็อกอีกในวรรค 2 ปิดประตู ปิดหู ปิดตา มัดมือ มัดเท้า แล้วถูกปลอบประโลมด้วยคำว่า “การเมืองในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่มีใครได้ทุกอย่างที่ต้องการ”
“หลายคนบอกว่าหากนิรโทษกรรมในคดีมาตรา 112 ก็จะกลับมาทำอีก แต่กลับไม่มีการตั้งคำถามกับการกระทำผิดซ้ำในคดีอื่นๆ ซึ่งก็ไม่มีอะไรมายืนยันว่าจะไม่ทำอีก” สส. กทม. กล่าวและว่าอยากให้ทุกคนหยุดคิดกับประโยคนี้ว่า ไม่ใช่แค่คนทั่วไป ไม่ใช่แค่นักกิจกรรม หรือคนที่สังคมอาจตีตราไปแล้ว แต่มีหลายคนที่ตอนเกิดเหตุยังเป็นเด็กและเยาวชน เติบโตมาท่ามกลางความขัดแย้งเป็นเวลากว่า 20 ปี บางคนแค่ลืมตาขึ้นมาก็อยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง และออกไปชุมนุม เอาไปพูด เอาไปตั้งคำถาม ด้วยความเชื่อ ความโกรธ ความขัดข้องใจ และความหวังเล็กๆ ว่าประเทศนี้จะดีขึ้น เพราะเป็นประเทศที่พวกเขาจะต้องใช้ชีวิตต่อไปอีกยาวนาน มากกว่าหลายคนที่นั่งอยู่ในสภาแห่งนี้
สส. กทม. กล่าวอีกว่า หากในกฎหมายฉบับนี้ แม้แต่เยาวชนก็ยังไม่กล้าโอบรับ เราก็ต้องตั้งคำถามว่า ตกลงแล้วเราต้องการสร้างสันติสุขจริงๆ หรือกำลังสร้างความขัดแย้งใหม่ในสังคมกันแน่ พวกเขาเหล่านี้ไม่ได้มีพฤติกรรมที่ร้ายแรง เขาไม่ได้ปิดสนามบิน ไม่ได้บุกรุกสถานที่ราชการ ไม่ได้ทำให้ใครเสียชีวิต แต่กลับต้องถูกกีดกันออกจากกระบวนการนี้ ทั้งที่ทุกคนประสานเสียงเดียวกันว่า เราจะเดินหน้าไปด้วยกัน จะก้าวข้ามความขัดแย้งไปด้วยกัน ตนขอตีเก๊ทั้งหมด
การปิดประตูใส่ประชาชนที่ถูกใช้มาตราเหล่านี้เป็นเครื่องมือ ไม่ได้ทำให้ความขัดแย้งจบลง แต่เป็นการส่งสัญญาณว่ารัฐไม่ได้ต้องการการสมานฉันท์ ปรองดอง หรือการเสริมสร้างสังคมสันติสุขจริงๆ แต่ต้องการสร้างคนรุ่นใหม่ที่จะเติบโตต่อไปในสังคมนี้ ให้ได้รับบทเรียนว่า ความยุติธรรมของรัฐไม่ได้มีไว้สำหรับทุกคนอย่างเท่าเทียม ตามรัฐธรรมนูญแม้แต่น้อย
“ถ้าร่างนี้ เป็นการเปิดประตูให้กับคนบางกลุ่ม แต่ปิดประตูใส่หน้าให้กับคนอีกกลุ่มหนึ่ง ทำให้ไม่ได้รับความเป็นธรรม แม้แต่เยาวชน ดิฉันไม่ขอเรียกสิ่งนี้ว่าการสร้างเสริมสังคมสันติสุข แต่เป็นการนิรโทษกรรมแบบเลือกปฏิบัติและอำมหิต” สส. กทม. กล่าวตอนท้าย