เปิดประวัติ “จักรภพ เพ็ญแข” อดีตโทรโข่งยุครัฐบาล “ทักษิณ ชินวัตร” ลี้ภัยการเมืองกว่า 15 ปีก่อนกลับไทย สู่เส้นทางเก้าอี้ “สส.” ครั้งแรกในชีวิต หลังเคยสอบตกมาหลายครั้งในอดีต
วันที่ 8 กรกฎาคม 2569 นับเป็นวันแรกที่ นายจักรภพ เพ็ญแข รายงานตัวเข้าทำหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ที่อาคารรัฐสภา ภายหลัง นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลาออกจากการเป็น สส.บัญชีรายชื่อ ส่งผลให้ลำดับบัญชีรายชื่อที่ 18 คือ นายจักรภพ ได้ดำรงตำแหน่ง สส. ซึ่งมีการประกาศในเว็บราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 (“จักรภพ เพ็ญแข” เลื่อนลำดับเป็น สส.พรรคเพื่อไทย หลัง “ประเสริฐ” ลาออก)
...
ประวัติ “จักรภพ เพ็ญแข”
สำหรับประวัติของ นายจักรภพ เพ็ญแข มีชื่อเล่นว่า “เอก” เกิดเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2510 ซึ่งในปี 2569 เจ้าตัวจะมีอายุครบ 59 ปี ด้านการศึกษา นายจักรภพ จบการศึกษาในชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาที่โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ต่อมาเข้าศึกษาที่คณะรัฐศาสตร์ สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนจะศึกษาต่อระดับปริญญาโทและปริญญาเอก ที่วิทยาลัยระหว่างประเทศศึกษาชั้นสูงพอล เอช. นิทซ์ (SAIS) มหาวิทยาลัยจอนส์ฮอปกินส์ สหรัฐอเมริกา
ด้านการทำงาน แรกเริ่มกับเครือเจริญโภคภัณฑ์ ต่อมาลาออกไปรับราชการโดยเป็นเจ้าหน้าที่ทูต กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศก่อนจะลาออกมาทำงานสื่อมวลชนเต็มตัว ในระยะเวลากว่าสิบปี เป็นทั้งอดีตผู้บริหารสถานีโทรทัศน์พีทีวี อดีตผู้ดำเนินรายการโทรทัศน์ อดีตนักวิเคราะห์ข่าวต่างประเทศที่มีชื่อเสียง และเป็นผู้เปลี่ยนแปลงการบริหารงานสถานีโทรทัศน์แห่งชาติของสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย
เส้นทางการเมือง
ในรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร นายจักรภพ ได้รับการแต่งตั้งเป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ช่วงปี 2546-2548 ต่อมาไม่นานเจ้าตัวลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส. ในนามพรรคไทยรักไทย โดยครั้งแรกการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2548 ลงเลือกตั้งพื้นที่กรุงเทพฯ เขต 30 แทนนายจักรพันธุ์ ยมจินดา แต่พ่ายแพ้ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ ต่อมาครั้งที่ 2 ในการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 นายจักรภพ เป็นผู้สมัครเพียงคนเดียวในเขต 5 กรุงเทพมหานคร แต่ไม่ได้รับเลือกตั้งเพราะได้คะแนนไม่ถึง 20% โดยที่มีผู้ไม่ลงคะแนนมากถึง 55,141 คะแนน แต่ในเวลาต่อมา นายจักรภพ ได้รับแต่งตั้งเป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลทักษิณ 2
ทั้งนี้ ภายหลังจากคดียุบพรรคการเมืองปี 2549 นายจักรภพ พร้อมกลุ่มผู้บริหารสถานีโทรทัศน์พีทีวี และองค์กรต่อต้านเผด็จการ เป็นแกนนำจัดเวทีปราศรัยต่อต้านคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) และรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีคนที่ 24 ขึ้นที่ท้องสนามหลวง โดยใช้ชื่อว่า แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.)
กระทั่งในปี 2550 พรรคพลังประชาชน ชนะการเลือกตั้ง มี นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี โดยเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ นายจักรภพ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มีหน้าที่กำกับดูแลสื่อมวลชนภาครัฐ ในวันที่ 1 เมษายน ปีเดียวกัน จักรภพ เป็นประธานในการเปลี่ยนแปลงสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 เป็นสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (เอ็นบีที)
ในช่วงการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกคำสั่งที่ 49/2557 เรียกให้ นายจักรภพ ไปรายงานตัว แต่ไม่ได้ไปตามคำสั่ง ศาลทหารจึงออกหมายข้อหาฝ่าฝืนการไปรายงานตัวในวันที่ 23 มิถุนายน 2558 จำนวน 1 หมายจับ และวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2558 อีก 1 หมายจับ ข้อหามีอาวุธสงครามไว้ในครอบครอง และต่อมาวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2560 ศาลอาญาได้ออกหมายจับ เลขที่ 2692/60 ในข้อหาร่วมกันมีอาวุธ เครื่องกระสุนปืนและวัตถุระเบิด ที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมายและเป็นอั้งยี่
นายจักรภพ ลี้ภัยการเมืองไปอยู่ต่างประเทศเป็นเวลานานกว่า 15 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 ต่อมาเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2567 นายจักรภพ ประกาศผ่านคลิปทางโซเชียลมีเดียว่า “ตนเองออกจากเมืองไทยมาเมื่อ 15 ปีที่แล้ว และกำลังจะเดินทางกลับเมืองไทยไปพบกับพี่น้องชาวไทยที่รักและคิดถึงมานาน ผมออกมาอยู่ต่างประเทศเพราะมีเหตุผลทางด้านการเมือง ให้เพื่อนไปส่งที่สนามบินเพื่อที่จะกลับบ้าน จะไปถึงเมืองไทยวันพฤหัสบดีที่ 28 มีนาคม เวลา 07.35 น. หายไปนานเพราะความขัดแย้งทางการเมืองที่แบ่งออกเป็นฝ่าย จึงห่วงอันตราย สวัสดิภาพส่วนตัว แต่ตลอด 15 ปี ก็ยังคงติดตามสถานการณ์การเมืองในทุกวัน ตัดสินใจเดินทางกลับประเทศไทยวันนี้ เพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ที่มีคดีหลายคดีเกิดขึ้น เพราะต้องกลับไปมอบตัว ให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามกฎหมาย โดยหวังว่าตนเองจะอธิบายและสู้คดีได้ และไม่นานจะออกมาสู่อิสรภาพ และมาทำงานรับใช้บ้านเมืองตามที่ใจปรารถนา” (อ่านเพิ่มเติม : “จักรภพ เพ็ญแข” โพสต์คลิปขอกลับไทยสู้คดี หวังนำความรู้ ประสบการณ์มารับใช้บ้านเมือง)
และในช่วงวันที่ 8 กันยายน 2568 ที่นายทักษิณ เดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัวกลับประเทศไทย นายจักรภพ ก็เป็นผู้ยืนยันอีกเสียงว่า นายทักษิณ จะเดินทางกลับมาจริงๆ (อ่านเพิ่มเติม : ย้อนไทม์ไลน์ “ทักษิณ” คืนแผ่นดินไทย จากเรือนจำ สู่อิสรภาพ) ต่อจากนั้นในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 นายทักษิณ ยังเป็นประธานจดทะเบียนสมรสระหว่างนายจักรภพ และนายสุไพรพล ช่วยชู ที่สำนักงานเขตบางรัก กทม. ก่อนที่ช่วงเย็นจะมีงานฉลองมงคลสมรสที่สถานีรถไฟหัวลำโพง (ชื่นมื่น “ทักษิณ” ร่วมฉลองมงคลสมรส “จักรภพ-สุไพรพล” คนการเมืองแห่ยินดี)
จนมาถึงการเลือกตั้งใหญ่ในปี 2569 นายจักรภพ ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 18 ของพรรคเพื่อไทย ส่วน นายสุไพรพล ลงสมัคร สส.กทม. เขตเลือกตั้งที่ 33 บางพลัด-บางกอกน้อย แต่ไม่ได้รับเลือกตั้งทั้งคู่ กระทั่ง นายประเสริฐ ลาออกจาก สส.แบบบัญชีรายชื่อ หลังดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ 3 เดือนเศษ ทำให้ นายจักรภพ ถูกขยับขึ้นมาเป็น สส. ในที่สุด