“ปลัดกระทรวงการคลัง” แจงงบประมาณปี 2570 ดันใช้กองทุนรวมแทนงบกลาง จ่อส่งข้อมูลหนี้ กยศ. เข้าเครดิตบูโร มั่นใจข้อมูลคนจนกว่า 19 ล้านคนเป็นข้อมูลที่สมบูรณ์


เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ในการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลังได้ชี้แจงปัญหา และตอบข้อซักถามของคณะกรรมาธิการฯ ใน 5 ประเด็น คือ งบประมาณ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หนี้ กยศ. ปัญหาวินัยการคลัง และหนี้นอกระบบ


ประเด็นแรกคือ งบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัด นายลวรณยอมรับว่า งบประมาณในปีนี้ มีอยู่อย่างจำกัดจริง ดังนั้นในปี 2570 จึงเป็นปีที่กระทรวงฯ จะเริ่มใช้เครื่องมือที่เรียกว่า กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน หรือ Infrastructure Fund ในการระดมทุนเพื่อนำไปลงทุนในกิจการสาธารณะแทนงบประมาณของรัฐที่มีจำกัด ปลัดกระทรวงการคลัง ยังกล่าวด้วยว่า แม้หลายท่านอาจกังวลเรื่องต้นทุนว่าอาจมีความแตกต่างกันบ้าง แต่ถ้าหากมีการออกแบบ สัดส่วนกองทุน ทั้งการลงทุนในโครงการใหม่ หรือ Greenfield และการปรับปรุงโครงการที่มีอยู่เดิม Brown field ได้อย่างเหมาะสม ก็จะสามารถช่วยลดต้นทุนทางการเงินได้


ประเด็นถัดมาคือ เรื่อง บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งในวันนี้ ได้เปิดให้มีการลงทะเบียนรอบใหม่ โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ

1.  กลุ่มผู้ถือบัตรเดิมอยู่แล้วกว่า 13 ล้านคน

2.  กลุ่มผู้ที่มีรายชื่ออยู่ในข้อมูลของ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือ พม.

3.  กลุ่มคนที่ยังยากจนอยู่จริง และอยู่นอกระบบอีกกว่า 5 ล้านคน


พร้อมกล่าวว่า การลงพื้นที่สำรวจครั้งล่าสุด เป็นการเก็บตกการสำรวจผ่านประชาคมท้องถิ่น ทำให้ได้ข้อมูลกว่า 19 ล้านคน นับว่าเป็นข้อมูลที่สมบูรณ์ที่สุด ซึ่งคณะกรรมการจะพิจารณาทั้งเกณฑ์เก่าและใหม่ควบคู่กัน ในวันอังคารหน้า (14 ก.ค.) ผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์จะสามารถเช็คได้ว่าตนไม่ผ่านเพราะอะไรบนเว็บไซต์ ยอมรับคนจนในไทยมีเยอะ แต่มีระดับความจนที่ต่างกัน ซึ่งบัตรสวัสดิการจะรองรับคนที่จนที่สุดก่อน ต้องจัดลำดับความสำคัญ

...


ถัดมา กล่าวถึงเรื่อง กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ. ในปัจจุบันมีปัญหาในระบบแอปและเว็บไซต์ของหน่วยงานที่แสดงยอดหนี้ของผู้กู้ไม่ตรงกับยอดชำระจริง ทำให้ผู้กู้บางส่วนได้รับผลกระทบและเกิดความกังวลใจ โดยนายลวรณ ยอมรับในเรื่องนี้ว่า ระบบของแอปและเว็บไซต์นั้นยังไม่เสถียรสมบูรณ์ดี แต่ที่แสดงยอดไม่ตรงนั้น มีที่มาที่ไปจากกฎหมายฉบับใหม่ที่กำหนดว่า เมื่อผู้กู้มีการชำระหนี้ ให้กองทุนตัดเงินต้นก่อนดอกเบี้ย


ซึ่งในคราวแรก คณะกรรมการมี 2 ทางเลือกคือ ให้ใช้ทั้งเกณฑ์เก่าและใหม่ คำนวณกับยอดหนี้ตามเวลา กับอีกทางคือใช้เกณฑ์ใหม่ในการคำนวณหนี้ทั้งหมด ซึ่งคณะกรรมการเลือกทางแรกที่ยากกว่า เพราะจะเป็นประโยชน์กับผู้กู้มากกว่า ซึ่งการคำนวณหนี้ทั้ง 2 ส่วนควบคู่กันนั้นทำได้ยาก ในปัจจุบันมีผู้กู้ที่อยู่ในกรณีนี้ เหลือ 18,000 ราย ซึ่งต้องคำนวณด้วยมือ


ส่วนกรณีที่กองทุนเตรียมนำข้อมูลการติดตามหนี้เข้าสู่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) นายลวรณ กล่าวว่าเป็นไปเพื่อดำเนินนโยบายติดตามหนี้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะหากทำให้ลูกหนี้อยู่ในข้อมูลของเครดิตบูโรได้ ก็จะเป็นเรื่องดี เพราะหนี้ กยศ. จะเป็นหนี้กลุ่มสุดท้ายที่ลูกหนี้จะใช้คืนเสมอ คือ ต้องผ่อนบ้าน ผ่อนรถจนหมดภาระแล้วจึงจะยอมใช้หนี้ กยศ. ซึ่งไม่ใช่เรื่องดี เพราะหนี้ค้างส่วนนี้คือเงินที่จะนำมาปล่อยให้ นักเรียน นักศึกษารุ่นน้องใช้กู้เรียนต่อ


ประการถัดมา ในส่วนของวินัยการคลัง ปลัดกระทรวงฯ ชี้แจงว่า พ.ร.บ.งบประมาณในหลายครั้งประสบปัญหาในการตั้งงบไม่พอจ่าย จนต้องหันไปใช้เงินคงคลังจริง แต่งบประมาณปี 2570 นี้ รัฐมนตรีกระทรวงการคลังไม่อยากให้พลาดซ้ำอีก การลงทุนในโครงการบางส่วนจึงโยกไปใช้ Infrastructure Fund แทน ซึ่งจะทำให้งบประมาณที่ใช้ไม่พอ จนต้องไปตัดทอนงบปี 2572 น้อยลง


อีกเรื่องคือ ช่องโหว่ของ พ.ร.บ.วินัยการคลัง มาตรา 28 นายลวรณ กล่าวว่า เมื่อก่อนขั้นตอนการของบประมาณ คือ เมื่อกระทรวงไหนต้องการใช้เงิน ก็จะเสนอโครงการให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติ ซึ่งมักจะได้รับเงินเป็นก้อนใหญ่ แต่กติกาใหม่นี้จะเหมือนของงบประมาณกลางมากขึ้น คือ เมื่อกระทรวงไหนต้องการงบประมาณต้องมาตกลงกับกระทรวงการคลังก่อน แล้วกระทรวงฯ จึงจะดำเนินการนำเสนอต่อ นายกรัฐมนตรี ถ้านายกเห็นด้วย จึงจะอนุญาตให้ใช้งบตามมาตรา 28 ได้ และจะเป็นการใช้งบประมาณที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม งบประมาณปี 2570 นี้ ยอมรับว่ามีรายได้ที่ไม่พอต่อรายจ่าย ซึ่งกระทรวงการคลังมุ่งมั่นอย่างมากในการแก้ปัญหา โดยขณะนี้กำลังมีการจัดทำแผนปฏิรูปรายได้ประเทศ พร้อมขอความสนับสนุนจากคณะกรรมาธิการ หากแผนฉบับดังกล่าวเข้าสู่สภา


ประเด็นสุดท้ายคือปัญหาหนี้นอกระบบ นายลวรณ กล่าวว่า ในวันนี้ สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปด้วยการใช้เทคโนโลยี คือ Credit Scoring ที่เรียกว่า อารีย์สกอร์ (Ari Score) ซึ่งเป็นเหมือนเครดิตบูโรของคนตัวเล็ก เพราะกระทรวงการคลังไม่มีหน่วยงานในการปราบปรามเจ้าหนี้นอกระบบ แต่มองว่าปัญหาคือคนที่ไปกู้นอกระบบ เพราะเขาไม่สามารถเข้ามาในระบบได้ วันนี้จึงเปิดพื้นที่รองรับให้เข้าสู่ระบบง่ายขึ้น ทำให้การเข้าถึงสินเชื่อในระบบจะไม่ดูตามแบล็คลิสต์ของเครดิตบูโร แต่จะดูที่คะแนนของประชาชน ซึ่งเพิ่มได้ลดได้ เป็นคะแนนปัจจุบัน โดยตามแผนจะเสนอต่อคณะรัฐมนตรีในเดือนกรกฎาคมนี้