โฆษกกระทรวงพลังงาน แจง “กรณ์” ข้อมูลคลาดเคลื่อน ชี้ “รมว.เอกนัฏ” ใช้อำนาจกำหนดราคาขายปลีก ดึงกำไรส่วนเกินโรงกลั่น ลดราคาน้ำมันทันที 2.5 บาท/ลิตร 


วันที่ 8 กรกฎาคม 2569  นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ โฆษกกระทรวงพลังงาน โพสต์เฟซบุ๊กเปิดเผยเบื้องหลังการลดราคาน้ำมันครั้งประวัติศาสตร์ โดยระบุว่า หลายคนเห็นเพียงราคาน้ำมันที่จะปรับลดลงกว่า 2.5 บาทต่อลิตร แต่อาจยังเข้าใจว่าเป็นเพียงการใช้กองทุนน้ำมันมาชดเชยราคาเหมือนที่ผ่านมา ซึ่งไม่ตรงกับสาระสำคัญของมติ กบง. ในครั้งนี้ โดยรายละเอียดทั้งหมดจะมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาอย่างเป็นทางการในวันนี้

สาระสำคัญของมติดังกล่าว คือการที่นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ใช้อำนาจตามกฎหมาย กำหนดเพดานราคาขายปลีกน้ำมัน เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ประเทศไทย ไม่ใช่เพียงการนำเงินกองทุนน้ำมันมาชดเชยราคาแบบ “กระเป๋าซ้าย-กระเป๋าขวา” อย่างที่มีกลุ่มการเมืองและนักวิจารณ์ออกมาให้ข้อมูลคลาดเคลื่อน

โดยใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. ปี 2516 ของนายกรัฐมนตรี กำหนดชัดว่า น้ำมันเบนซินและดีเซลต้องขายไม่เกิน 35 บาทต่อลิตร พูดง่าย ๆ คือ เมื่อราคาตลาดไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง รัฐสามารถเข้าไปกำหนดกรอบราคาเพื่อคุ้มครองประชาชนได้

พร้อมกันนั้น กระทรวงพลังงานยังดึง “ผลประโยชน์ส่วนเกิน” จากโรงกลั่นกลับมาแบ่งเบาภาระประชาชนอีกครั้ง รอบนี้ประมาณ 1,700 ล้านบาท รวมกับรอบก่อน เท่ากับดึงกลับมาแล้วกว่า 10,000 ล้านบาท เงินก้อนนี้ไม่ใช่ภาษีประชาชน ไม่ใช่เงินกู้ และไม่ใช่เงินจากกองทุนน้ำมัน แต่เป็นการนำกำไรส่วนเกินในห่วงโซ่พลังงานกลับมาช่วยลดค่าครองชีพของคนทั้งประเทศ ทั้งหมดนี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับลดลงทันที เบนซินและแก๊สโซฮอล์ ลดประมาณ 2.51 บาท/ลิตร ดีเซล ลดประมาณ 2.56 บาท/ลิตร

...

ผลงานครั้งนี้ บางคนอาจมองว่าเป็นเพียง “น้ำมันลด 2 บาทกว่า” แต่ในเชิงนโยบาย นี่คือการแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลพร้อมใช้ ทุกเครื่องมือทางกฎหมาย เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด ไม่ใช่ปล่อยให้กลไกตลาดที่บิดเบือนทำงานเพียงฝ่ายเดียว เพราะสุดท้าย ราคาพลังงานไม่ใช่แค่ตัวเลขบนป้ายหน้าปั๊ม แต่คือค่าครองชีพของทุกครอบครัว และต้นทุนของเศรษฐกิจทั้งประเทศ

นายพงศ์พล กล่าวว่า “กระทรวงพลังงานน้อมรับว่า การสื่อสารในวันแรกผ่านหลายคณะประชุม ทั้ง กบง. และ กบน. อาจทำให้คนไม่เข้าใจทุกมิติ แต่เมื่อประกาศราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่วันนี้ ทุกฝ่ายจะเห็นว่า การลดราคาครั้งนี้มีฐานอำนาจทางกฎหมาย และมีองค์ประกอบมากกว่าการใช้กองทุนน้ำมันตามที่มีการเข้าใจกัน”