รองโฆษกรัฐบาล เผย ครม.เห็นชอบ เดินหน้าไทย-นิวซีแลนด์ ลงนามกรอบความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หนุนลดก๊าซเรือนกระจก พัฒนาตลาดคาร์บอน มุ่งสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
วันที่ 7 กรกฎาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ บันทึกข้อตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งนิวซีแลนด์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อยกระดับความร่วมมือระหว่างสองประเทศในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยมอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนความร่วมมือดังกล่าว
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อไปว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการต่อยอดจากถ้อยแถลงร่วมระหว่างนายกรัฐมนตรีของไทยและนิวซีแลนด์เมื่อเดือนเมษายน 2567 ที่ทั้งสองประเทศเห็นพ้องในการส่งเสริมความร่วมมือด้านพลังงานหมุนเวียนและการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยบันทึกข้อตกลงฉบับนี้มีเป้าหมายเพื่อร่วมกันลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เตรียมความพร้อมรับมือผลกระทบในอนาคต สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) และเพิ่มศักยภาพในการบรรลุเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contribution : NDC)
นางสาวลลิดา กล่าวอีกว่า ขอบเขตความร่วมมือครอบคลุมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ข้อมูลทางเทคนิค และการพัฒนาศักยภาพในหลายด้าน อาทิ การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การลดก๊าซเรือนกระจก การพัฒนาและดำเนินงานด้านตลาดคาร์บอน รวมถึงการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจ นักวิจัย และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น การหารือเชิงนโยบาย การประชุมเชิงปฏิบัติการ การสัมมนา การศึกษาดูงาน และการแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญ
...
สำหรับบันทึกข้อตกลงดังกล่าวมีระยะเวลาบังคับใช้ 3 ปี และสามารถขยายระยะเวลาได้ตามความเห็นชอบของทั้งสองฝ่าย โดยเป็นกรอบความร่วมมือที่ไม่ก่อให้เกิดพันธกรณีทางกฎหมายระหว่างประเทศหรือมีสถานะเป็นสนธิสัญญา ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศและสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้พิจารณาแล้วเห็นว่า บันทึกข้อตกลงดังกล่าวไม่เข้าลักษณะเป็นหนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญ
“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน การสร้างความร่วมมือกับนิวซีแลนด์ครั้งนี้จะช่วยยกระดับศักยภาพของประเทศไทยในการพัฒนาเทคโนโลยี การบริหารจัดการตลาดคาร์บอน การลดก๊าซเรือนกระจก และการเสริมสร้างขีดความสามารถของทุกภาคส่วน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมาย Net Zero และการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว”