กอ.รมน. แจงกมธ.งบฯปี 70 ยืนยันภารกิจไม่ซ้ำซ้อน ต้องมีคนประสานงานเพราะเกิดช่องว่าง พร้อมยกตัวอย่าง กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ของสหรัฐฯ มีหน้าประสานหน่วยงานความมั่นคง


เมื่อเวลา 13.05 น. วันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ที่ห้องประชุมกรรมาธิการ อาคารรัฐสภา พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก และ เลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ชี้แจงข้อสังเกตและคำถามในการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ว่า สำหรับงบประมาณของ กอ.รมน. ที่ได้รับน้อยลง ภายใต้สภาวะที่จำกัดของประเทศ ที่มีปัญหาต่าง ๆ มากมาย กอ.รมน.จึงพยายามใช้งบประมาณตามความจำกัดที่มี ในฐานะหน่วยงานบูรณาการ ส่วนการใช้งบประมาณ สามารถให้หน่วยงานหลักเป็นผู้ดำเนินการได้


ส่วนกรณีกำลังพลที่ถูกปรับลดยอด และงบประมาณดับไฟใต้ถูกลดไปประมาณ 1 พันล้านบาท กอ.รมน.ชี้แจงว่า มีอยู่ 2-3 แนวทางด้วยกันคือ เราจะประเมินการปฏิบัติงานในปี 2570 หากผ่านไปแล้วหกเดือนไม่มีปัญหาเรื่องกำลังพล ก็สามารถปรับลดลงได้ แต่ถ้ายังมีปัญหาเรื่องกำลังพล ก็คงต้องขอรับการสนับสนุนจากรัฐบาลในห้วงต่อไป ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับยอดผี หรือกำลังพลที่ไม่ได้ไปปฏิบัติหน้าที่ ตนจริงจังกับเรื่องดังกล่าว โดยการส่งเจ้าหน้าที่จเรไปตรวจทั้งแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการ ยืนยันจะต้องถูกตรวจสอบทุกมิติ ถูกส่งคืนงบประมาณในทุก ๆ ปี และถูกลงโทษตามกฎหมายหรือการปฏิบัติการทางทหาร


สำหรับคำถามที่ว่า งบปฏิบัติการข่าวกรองมีความซ้ำซ้อนกันหรือไม่ ตัวแทนของ กอ.รมน.ตอบว่า งบการพัฒนาข่าวกรอง 285 ล้านบาท มีการดำเนินการตามแผนงาน ระบบงานข่าวกรองแบ่งเป็นระดับ ๆ ไป ได้แก่ งานข่าวกรองด้านยุทธศาสตร์ งานข่าวกรองด้านยุทธวิธี และงานข่าวกรองด้านยุทธการ ซึ่งแต่ละพื้นที่ก็จะแตกต่างกัน รวมไปถึงการต่อต้านการข่าวกรองเชิงลึก จะมีการป้องกันข้อมูลรั่วไหล และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร

...


ส่วนงบรายจ่ายเกี่ยวกับค่าตอบแทนพิเศษ 685 ล้านบาท กอ.รมน.ชี้แจงว่า เป็นงบค่าเสี่ยงภัย 2,500 บาทต่อคนต่อเดือน ซึ่งจะเพิ่มลดขึ้นอยู่กับยอดของกำลังพลแต่ละห้วง เป็นงบค่าทรงชีพ ค่าดำเนินการ สิทธิของกำลังพลต่าง ๆ เป็นงบของกำลังพลที่ลงไปปฏิบัติหน้าที่ ไม่ได้ซ้ำซ้อน อย่างตนที่เป็นเลขาธิการและเสนาธิการทหารบก ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับงบดังกล่าว ผู้ที่สวมหมวกสองใบแล้วทำงานในพื้นที่จะไม่เกี่ยวข้อง ต้องเป็นเจ้าหน้าที่ที่ลงปฏิบัติงานตามคำสั่งเท่านั้น


สำหรับทิศทางการดำเนินการด้านยาเสพติดร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ กอ.รมน.กล่าวว่า ได้มีคำสั่งจัดตั้งพื้นที่พิเศษ พื้นที่ที่มีความล่อแหลมหรือรุนแรงต่อยาเสพติดในการเข้ามาสู่ประเทศไทย ซึ่งในแต่ละปีไม่ต่ำกว่า 1 พันล้านเม็ด ส่วนเหตุผลที่ทำไมต้องเป็น กอ.รมน. ไม่ใช่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เป็นเพราะเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอในทุกพื้นที่ และเจ้าหน้าที่ทหารในพื้นที่ต้องจดจ่อไปที่การรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดน จึงไม่ได้เจาะจงที่เรื่องยาเสพติด ซึ่งเป็นกรณีเดียวกันกับเรื่องแรงงานต่างด้าว และผู้หลบหนีเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย ที่กำลังทหารตามแนวชายแดนไม่ได้จดจ่อในเรื่องเหล่านี้เช่นกัน ทาง กอ.รมน.จึงต้องเข้าไปบูรณาการเพื่อไปร่วมกับทหารที่อยู่แนวหน้า รวมถึงสร้างความเข้มแข็งให้กับประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนเป็นหูเป็นตาให้กับรัฐบาล

เมื่อถูกถามว่ามีการปฏิบัติการข่าวสาร (IO) หรือไม่ กอ.รมน.ชี้แจงว่า กอ.รมน.ไม่มีขีดความสามารถหรือเครื่องมือใด ๆ ในการทำ IO ส่วนคดีที่เกิดขึ้นก็พิสูจน์กันที่ศาลต่อไป ตนในฐานะเสนาธิการทหารบก ขอชี้แจงว่า ถ้าเราต้องการให้ประเทศกัมพูชาตัดสินใจทำอย่างใดอย่างหนึ่งที่ให้เราได้เปรียบ อย่างเช่น ยกกำลังไปในพื้นที่ที่เราเตรียมไว้ สิ่งนั้นคือการปฏิบัติการข่าวสาร เพราะฉะนั้นเรื่องดังกล่าวไม่มีสิทธิ์ทำกับประชาชนในประเทศ แต่หากมีเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นซึ่งอาจเป็นเรื่องของบุคคล ก็ว่ากันไปตามกฎหมาย ทาง กอ.รมน.พร้อมที่จะปรับปรุงและแก้ไขในส่วนที่สามารถทำได้


สำหรับข้อสังเกตของ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตประธานรัฐสภา ในฐานะกรรมาธิการ ที่กล่าวถึงภารกิจที่มีความซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น ตัวแทนของ กอ.รมน.ชี้แจงว่า ขอยกตัวอย่างประเทศสหรัฐอเมริกาที่มี กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (Homeland Security) ทั้งที่มี ตำรวจรัฐ, FBI ที่เป็นตำรวจทำงานภายในประเทศ และ CIA ที่เป็นตำรวจทำงานภายนอกประเทศ แต่การมีกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิขึ้นมาอีก ก็เป็นเพราะเกิดช่องว่างในการประสานงานและบูรณาการต่าง ๆ ของหน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับงานด้านความมั่นคง เฉกเช่นเดียวกับ กอ.รมน. หน่วยงานด้านความมั่นคงที่มีอยู่จำเป็นต้องใช้การบูรณาการประสานงานร่วมกัน อย่างไรก็ตาม ทาง กอ.รมน. พร้อมรับคำหารือ คำติชม หรือข้อคิดเห็นที่สามารถนำไปปรับปรุงได้ และยินดีอย่างยิ่งที่จะนำไปปรับปรุง เพื่อให้ประชาชนอุ่นใจ เป็นหน่วยงานด้านความมั่นคงที่มีประสิทธิภาพต่อไปในอนาคต