สว. จี้ แก้ปัญหาพนักงานมหาวิทยาลัยลาออก เหตุรายได้ไม่เป็นธรรม  ด้าน “ยศชนัน” รับปากรีบแก้ปัญหา เปิด 3 แนวทางจัดการค่าจ้าง


เมื่อเวลา 12.10 น. วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ที่ประชุมวุฒิสภา นางสาวรัชนีกร ทองทิพย์ สมาชิกวุฒิสภา ตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ถึง ความเป็นธรรมและความเสมอภาคของพนักงานในสถาบันอุดมศึกษา  โดยระบุว่าประเทศไทยมีการพัฒนาได้ด้วยการศึกษา แต่พนักงานมหาวิทยาลัยกลับต้องพบเจอกับความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ สืบเนื่องจาก มติครม. ปี 2542 ได้อนุมัติให้มหาวิทยาลัยของรัฐสามารถจ้างลูกจ้างลักษณะพิเศษโดยไม่ต้องบรรจุเป็นข้าราชการ และต่อมา ได้มีการแก้ไขให้กำหนดอัตราค่าจ้าง 1.7 เท่า สำหรับสายวิชาการ(อาจารย์) และ 1.5 เท่า อัตราค่าจ้างสายสนับสนุน


ในปัจจุบัน เวลาล่วงเลยมากว่า 26 ปี หลายมหาวิทยาลัยได้ออกกฎระเบียบของตนเอง ซึ่งสิ่งที่ตามมาคือความเหลื่อมล้ำด้านสวัสดิภาพ และสิทธิประโยชน์ ข้อมูลปัจจุบันชี้ว่ามหาวิทยาลัยจำนวนมากไม่สามารถจ่ายค่าจ้างตามอัตราดังกล่าวเมื่อปี 2542 ได้จริง ซึ่งจะทำให้เกิดภาวะสมองไหล ควรให้กระทรวง อว. เข้ามากำกับดูแล จึงต้องการถาม 6 คำถามไปยังรัฐมนตรีว่า

1. กระทรวงฯ จะทำให้อัตราค่าจ้างในมหาวิทยาลัย สอดคล้องกับมติ ครม. เมื่อใด

2. ร่างระเบียบการบริหารงานบุคคลในสถาบันอุดมศึกษา มีความคืบหน้าและกำหนดเวลาบังคับใช้ที่ชัดเจนอย่างไร

3. กระทรวงฯ จะสร้างมาตรฐานสวัสดิการอย่างไร เพื่อไม่ให้ตกเป็นอำนาจผูกขาดของสภามหาวิทยาลัย

4. สถานะทางกฎหมายของพนักงานมหาวิทยาลัยคืออะไรกันแน่

5. จะเร่งรัดหลักเกณฑ์การปรับเงินเดือนชดเชย ให้ครอบคลุมพนักงานมหาวิทยาลัยที่ได้รับผลกระทบจากการปรับฐานเงินเดือนแรก บรรจุของข้าราชการครูอย่างไร

...

6. กระทรวงฯ มีวิธีป้องกันและแก้ไขปัญหาบุคลากรลาออกอย่างไร


ด้าน นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ชี้แจงว่า  3 เดือนที่ผ่านมา กระทรวง อว. ร่วมกับสภามหาวิทยาลัยได้มีการพูดคุยในประเด็นนี้ สำหรับเรื่องความเหลื่อมล้ำของอัตราเงินเดือนนั้น กระทรวงพยายามทำให้เห็นว่า สายวิชาการและสายสนับสนุน มีความเท่าเทียมกันในการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์และนโยบายของมหาวิทยาลัย โดยจะมี 3 แนวทางที่ต้องพิจารณาในการจัดการค่าจ้าง ได้แก่

1. จ่ายค่าจ้างเต็มจำนวน แต่อาจไม่ได้มีการจัดสวัสดิการเพิ่มเติมให้

2. จ่ายค่าจ้างไม่เต็มจำนวน เพื่อปันเงินไปจัดสวัสดิการ

3. จ่ายสูงกว่าที่รัฐจัดสรร โดยใช้เงินรายได้สมทบเพิ่มเติม


ส่วนเรื่องความคืบหน้าของร่าง พรบ.ระเบียบบริหารงานบุคคล กล่าวว่า กลไกในการบริหารมหาวิทยาลัย สิทธิประโยชน์ และสัญญาจ้างต่างๆ เป็นเรื่องที่ค่อนข้างออนไหว ซึ่งตอนนี้ผลการประชุมยังไม่ออกมาแน่ชัด เพราะยังมีความเห็นที่ไม่ตรงกันในบางเรื่อง แต่ปัจจุบันกำลังมุ่งเน้นเรื่องการจัดสวัสดิการด้านสุขภาพเป็นหลัก


สำหรับการเตรียมความพร้อมเพื่อสร้างบรรทัดฐานกลาง นายยศชนันกล่าวว่า ทุกฝ่ายเห็นตรงกันในเรื่องนี้ และกระทรวง อว. จะออกกรอบมาตรฐานกลาง เพื่อส่งมอบให้สภามหาวิทยาลัยเป็นแนวปัฏิบัติเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกันต่อไป  ส่วนเรื่องสถานะของพนักงานสถานศึกษานั้น ชี้แจงว่าในปัจจุบันจะมี 4 กลุ่มคือ ข้าราชการ พนักงานในสถาบันอุดมศึกษา พนักงานราชการ และลูกจ้างของสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งแต่ละกลุ่มมีกฎหมายรองรับอย่างชัดเจนทั้งหมด ส่วนเรื่องเงินชดเชยให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุ ปัจจุบันกำลังทำการปรับฐานเงินเดือนและหาจำนวนคนที่จะต้องได้รับการชดเชยอย่างชัดเจน


สำหรับการแก้ปัญหาบุคลากรลาออก นายยศชนัน ชี้แจงว่า รายได้ของมหาวิทยาลัยในระยะยาวไม่ได้มาจากการเก็บเงินจากนักศึกษา แต่มาจากการบริการวิชาการ การจดสิทธิบัตรเทคโนโลยี และเมื่อมหาวิทยาลัยมีรายได้ ก็จะสามารถนำมา Upskill & Reskill บุคลากร รวมถึงการสร้างหลักสูตร Life Long Learning เพื่อสร้างรายได้เสริมให้มหาวิทยาลัย เพื่อนำมาใช้สร้างแนวทางในการจัดสวัสดิการเพื่อดูแลบุคลากรต่อไป


สุดท้าย นางสาวรัชนีกร ได้เสนอให้กระทรวง อว. เร่งจัดทำแผนและเกณฑ์ในการแก้ปัญหา 6 ข้อดังกล่าว เพื่อสร้างแนวทางที่เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น “ดิฉันหวังว่าจะได้รับคำมั่นจากรัฐมนตรี เพื่อสร้างความเท่าเทียมที่จะนำไปสู่ความมั่นคงทางการศึกษาต่อไป” นางสาวรัชนีกร กล่าว    ทำให้นายยศชนัน ได้ต้องลุกขึ้นรับปาก “ครับ รับครับ”