“ภัณฑิล” สส.พรรคประชาชน จี้รัฐบาลทบทวนนโยบายกัญชา ชี้ช่องโหว่กำกับดูแลไม่ดี เปิดทางลักลอบส่งออก กระทบความเชื่อมั่นประเทศ พบกัญชาถูกใช้เพื่อสันทนาการอย่างกว้างขวาง หาซื้อง่าย กระทบเยาวชน
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ที่ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารรัฐสภา นายภัณฑิล น่วมเจิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน แถลงข่าวเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนนโยบายกัญชา ภายหลังพบการลักลอบส่งออกกัญชาจากประเทศไทยไปยังต่างประเทศเป็นจำนวนมาก พร้อมระบุว่าปัญหาดังกล่าวสะท้อนถึงช่องว่างของระบบกำกับดูแล ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในสายตานานาชาติ
นายภัณฑิล กล่าวว่า แม้นายกรัฐมนตรีจะชี้แจงว่า กัญชาที่ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ไม่สามารถส่งออกนอกประเทศได้ แต่คำถามสำคัญของประชาชนไม่ใช่ว่ากฎหมายห้ามส่งออกหรือไม่ เพราะทุกฝ่ายรับทราบข้อกฎหมายอยู่แล้ว หากแต่เป็นคำถามว่า เหตุใดจึงยังสามารถลักลอบส่งออกกัญชาไปยังต่างประเทศได้ในปริมาณมาก จึงสะท้อนให้เห็นว่าระบบควบคุมยังมีช่องโหว่ นโยบายกัญชาที่เริ่มต้นจากการส่งเสริมให้เป็นพืชเศรษฐกิจและใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ กลับส่งผลให้เกิดการใช้ในเชิงสันทนาการอย่างแพร่หลาย ร้านจำหน่ายช่อดอกกัญชาเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ขณะที่การควบคุมยังไม่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เกิดปัญหาการลักลอบส่งออก กระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตานานาชาติ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หลายประเทศยังคงถือว่ากัญชาเป็นยาเสพติดผิดกฎหมาย ดังนั้น เมื่อมีการตรวจยึดกัญชาที่มีต้นทางจากประเทศไทย ประเทศปลายทางย่อมตั้งข้อสงสัยต่อมาตรการกำกับดูแลของไทย และอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น รวมถึงมาตรการตรวจสอบสินค้าหรือผู้โดยสารที่เดินทางมาจากประเทศไทยในอนาคต แม้นโยบายเดิมจะมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมกัญชาทางการแพทย์และอุตสาหกรรมสมุนไพร แต่ในทางปฏิบัติกลับพบว่ามีการจำหน่ายช่อดอกกัญชาเพื่อการสันทนาการอย่างกว้างขวาง สามารถหาซื้อได้ง่าย อีกทั้งยังมีข้อร้องเรียนจากประชาชนเกี่ยวกับการสูบกัญชาในพื้นที่สาธารณะและชุมชน ซึ่งส่งผลกระทบต่อเด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ และประชาชนโดยรอบ
...
นายภัณฑิล ยังตั้งคำถามว่า รัฐบาลได้พิจารณาผลกระทบของนโยบายดังกล่าวอย่างรอบด้านหรือไม่ ทั้งในด้านการควบคุมการผลิต การจำหน่าย การตรวจสอบย้อนกลับ การป้องกันการลักลอบส่งออก และการคุ้มครองเด็กและเยาวชน เนื่องจากปัญหาที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่าการปลดล็อกกัญชาเกิดขึ้นก่อนที่ระบบกำกับดูแลจะมีความพร้อม
ข้อมูลของกรมศุลกากรระหว่างเดือนตุลาคม 2568 ถึงเดือนพฤษภาคม 2569 มีการจับกุมคดีลักลอบส่งออกกัญชาเกือบ 3,000 คดี ของกลางมีน้ำหนักรวมกว่า 315,000 กิโลกรัม มูลค่าประมาณ 4,045 ล้านบาท ส่งผลให้ต้องปรับบทลงโทษใหม่ โดยกำหนดค่าปรับ 30,000 บาทต่อกิโลกรัม พร้อมยึดของกลาง ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 17 มิถุนายน 2569 ทั้งนี้ ปัญหาดังกล่าวไม่ใช่เพียงความบกพร่องในการบังคับใช้กฎหมาย แต่เป็นผลจากช่องว่างเชิงนโยบายที่ทำให้เกิดตลาดสีเทา การใช้กัญชาเพื่อการสันทนาการ และการลักลอบส่งออกไปยังต่างประเทศ จนสร้างภาระให้กับกรมศุลกากร หน่วยงานด้านการปราบปรามยาเสพติด และกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ
นายภัณฑิล ระบุว่า ตนไม่ได้คัดค้านการใช้กัญชาทางการแพทย์ ผู้ป่วยควรได้รับการรักษาภายใต้การกำกับของแพทย์และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ แต่ไม่เห็นด้วยกับการจำหน่ายช่อดอกกัญชาเพื่อการสันทนาการที่อาศัยช่องว่างของกฎหมาย พร้อมเสนอให้รัฐบาลดำเนินการ 4 ประการ ได้แก่
1. ยุติการจำหน่ายและการใช้ช่อดอกกัญชาเพื่อการสันทนาการ และนำการใช้ช่อดอกกัญชากลับเข้าสู่ระบบควบคุมที่เข้มงวด โดยจำกัดการใช้เฉพาะทางการแพทย์ภายใต้การกำกับดูแลที่ชัดเจน
2. เปิดเผยข้อมูลผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการกัญชา ทั้งร้านค้า ฟาร์ม ผู้ถือหุ้น และผู้ได้รับประโยชน์ที่แท้จริง เท่าที่กฎหมายเปิดเผยได้ เพื่อให้สังคมสามารถตรวจสอบความโปร่งใสและป้องกันการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ
3. ให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) กรมศุลกากร กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รายงานความคืบหน้าคดีลักลอบส่งออกกัญชาต่อรัฐสภา พร้อมตรวจสอบความเชื่อมโยงกับผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการกัญชา เพื่อสร้างความชัดเจนและความเชื่อมั่นแก่สาธารณชน
4. คุ้มครองผู้ป่วยและผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจโดยสุจริต ไม่ให้ได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมาย ขณะเดียวกันต้องเร่งปราบปรามตลาดมืด การใช้กัญชาเพื่อการสันทนาการ และการอาศัยช่องว่างของกฎหมายในการลักลอบกระทำความผิดอย่างจริงจัง
อย่างไรก็ตาม ขอเน้นย้ำว่า ไม่ได้กล่าวหานักการเมืองหรือพรรคการเมืองใดว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการลักลอบส่งออกกัญชา แต่เห็นว่า ผู้ที่เคยผลักดันนโยบายดังกล่าวควรชี้แจงต่อสังคมอย่างชัดเจนว่า เหตุใดนโยบายที่ตั้งเป้าส่งเสริมกัญชาในฐานะพืชเศรษฐกิจ จึงนำไปสู่ปัญหาการลักลอบส่งออก กระทบต่อประเทศคู่ค้า และส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทย พร้อมเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสาธารณชนอย่างชัดเจนและครบถ้วน