“สุชาติ” รมว.ทส. ลงพื้นที่เชียงใหม่ มอบหนังสือรับรองสิทธิทำกินในเขตป่าอนุรักษ์ อส.12 ให้ชาวบ้าน 49 หมู่บ้าน 1,594 ครัวเรือน กว่า 7,700 ไร่ พลิกนโยบายคนอยู่กับป่า
วันที่ 4 กรกฎาคม 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดเชียงใหม่ และเป็นประธานในพิธีมอบหนังสือรับรองการอยู่อาศัยหรือทำกินภายในเขตป่าอนุรักษ์ (อส.12 ก และ อส.12 ข) ณ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 (เชียงใหม่) โดยมีนายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายพิชัย เลิศพงศ์อดิศร นายก อบจ.เชียงใหม่ นายโยธิน ประสงค์ความดี รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช และคณะผู้บริหารระดับสูงกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้การต้อนรับ สำหรับการดำเนินงานครั้งนี้เป็นการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของประชาชน ควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุล เพื่อสร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน
...
โอกาสนี้ นายสุชาติ ได้เป็นประธานในพิธีมอบหนังสือรับรองการอยู่อาศัยหรือทำกินภายในเขตป่าอนุรักษ์ (อส.12 ก และ อส.12 ข) ณ ห้องประชุมพิทักษ์ภัย สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 (เชียงใหม่) พร้อมเปิดเผยว่า รัฐบาลและกระทรวงฯ มีความตั้งใจจริงที่จะทลายข้อจำกัดและความเหลื่อมล้ำ โดยการมอบเอกสารสิทธิ์ อส.12 ในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การให้สิทธิ์ทำกิน แต่เป็นการสร้างเสถียรภาพและยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้ประชาชน เพื่อให้ “คนอยู่กับป่า” ได้อย่างเกื้อกูลกัน ประชาชนมีรายได้ที่มั่นคง และร่วมทำหน้าที่เป็นหูเป็นตาในการอนุรักษ์ฟื้นฟูธรรมชาติให้สมบูรณ์ยั่งยืนต่อไป
นายสุชาติ กล่าวว่า รัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนความขัดแย้งระหว่างคนกับป่า ให้เป็นการอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูล ภายใต้แนวคิด “คนอยู่กับป่าอย่างยั่งยืน” โดยการมอบหนังสือรับรอง อส.12 ซึ่งการดำเนินการในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการรับรองสิทธิในการอยู่อาศัยหรือทำกิน แต่เป็นการสร้างความมั่นคงในชีวิตให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่มาอย่างยาวนาน ให้สามารถประกอบอาชีพได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย มีรายได้ที่มั่นคง และร่วมเป็นกำลังสำคัญในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และดูแลทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ ซึ่ง 95 เปอร์เซ็นต์คือประชาชนจริงๆ อีก 5 เปอร์เซ็นต์ คือการบุกรุก ซึ่งมีอีกกลุ่มคือกลุ่มที่ยังไม่ได้รับสิทธิ ซึ่งในวันนี้หากทางนายก อบจ.เชียงใหม่ ไม่ได้มาช่วยก็จะไม่มีพื้นที่จริงๆ เรื่องงบประมาณเป็นสิ่งจำเป็น หาก อบจ. แต่ละจังหวัดเข้ามาช่วยก็จะทำให้เกิดการทำงานที่เร็วขึ้น โดยพื้นที่ป่าไม้ ประมาณ 12.5 ล้านไร่ และอุทยานฯ อีกประมาณ 4 ล้านไร่ เมื่อรวมกันแล้วเกือบ 20 ล้านไร่ เมื่ออธิบดีกรมอุทยานฯ ของบประมาณไปแล้ว ก็ไม่มีงบประมาณมา จึงได้นายก อบจ.เชียงใหม่ เข้ามาช่วย ซึ่งทางป่าไม้ก็พยายามที่จะทยอยออก และหาเงินมาได้บางส่วนจากแหล่งท่องเที่ยวที่เข้ามา ซึ่งอยากจะทำอย่างไรก็ได้ให้คนอยู่กับป่าให้ได้
ยกตัวอย่างเช่นที่ดินในพื้นที่อุตรดิตถ์ อีก 2 เดือนจะจบ ที่ดินของเขื่อนสิริกิติ์ที่มีปัญหาอยู่ พี่น้องประชาชนยังไม่ได้ที่ดินทำกินของตนเองคืน และเป็นป่าถาวรด้วย ซึ่งมีการต่อสู้กันมากว่า 50 ปี 57 ปี มีการสะสมระยะเวลากันมายาวนานมาก
ด้านงบประมาณขณะนี้ทางป่าไม้และอุทยานฯ ก็โดนตัด ซึ่งทางอุทยานฯ โดนตัดไป 1,000 กว่าล้านบาท ซึ่งหากมีงบกลางก็อาจจะเข้าไปขอความเห็นใจกับท่านนายกรัฐมนตรี งบไม่กี่ร้อยล้านบาทก็ทำได้แล้ว แต่ทำให้ประชาชนมีความมั่นคงในชีวิตและได้รับความเป็นธรรมในสังคมไทย และได้รับข้อมูลว่าบางพื้นที่ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปา หากไม่มีไฟฟ้า เรื่องประปาก็ไม่ต้องพูดถึง ถนนไม่มี เพราะอยู่ในพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ เมื่อถูกเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบก็จะถูกบอกว่าอยู่ในพื้นที่บุกรุก แล้วจะถูกฝังใจไปจนถึงรุ่นลูกเขา
รัฐบาลต้องการให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีที่ดินทำกินอย่างถูกต้อง และสามารถอยู่ร่วมกับผืนป่าได้อย่างสมดุล เมื่อประชาชนมีความมั่นคงในชีวิต ก็จะร่วมกันรักษาป่าให้เป็นทรัพยากรของลูกหลานในอนาคต นี่คือเป้าหมายสำคัญของนโยบายรัฐบาลที่เรากำลังผลักดันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ผมขอร้องชาวบ้านที่ได้รับหนังสือรับรองในวันนี้ช่วยเก็บรักษาที่ดินนี้ไว้ให้ลูกหลานทำกินตลอดไป
ด้านนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้กล่าวรายงานถึงผลสำเร็จของโครงการภายใต้แนวคิด “คนอยู่กับป่าอย่างยั่งยืน” โดยก่อนเริ่มพิธีการ นายสุชาติได้เข้าเยี่ยมชมนิทรรศการ ผลิตภัณฑ์ชุมชนของราษฎรในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ และรับชมวีดิทัศน์สรุปผลการจัดสรรและบริหารจัดการที่ดินตามนโยบายรัฐบาล ก่อนมอบหนังสือรับรองฯ ให้แก่ผู้แทนราษฎร ซึ่งตัวแทนชาวบ้านได้กล่าวแสดงความขอบคุณต่อรัฐบาลและกระทรวงฯ ที่ช่วยปลดล็อกความกังวลใจ ให้สามารถทำมาหากินได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
สำหรับหนังสือรับรองสิทธิ์ อส.12 ดังกล่าว เป็นผลจากการขับเคลื่อนอย่างเร่งด่วนของคณะกรรมการพิจารณาผลการสำรวจการครอบครองที่ดิน สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 (เชียงใหม่) ที่ได้ลงพื้นที่รังวัดสอบทานและตรวจสอบคุณสมบัติอย่างรัดกุม ครอบคลุมพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 8 แห่ง ได้แก่ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบ้านโฮ่ง, เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่เลา-แม่แสะ, เขตห้ามล่าสัตว์ป่าแม่เลา-แม่แสะ, เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย, อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย, อุทยานแห่งชาติออบหลวง, อุทยานแห่งชาติศรีลานนา และอุทยานแห่งชาติผาแดง
นายกริชสยาม คงสตรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 (เชียงใหม่) ระบุเพิ่มเติมว่า การดำเนินงานในครั้งนี้ สามารถช่วยเหลือประชาชนได้ถึง 49 หมู่บ้าน รวม 1,594 ราย จำนวนแปลงที่ดินทั้งสิ้น 2,121 แปลง คิดเป็นเนื้อที่รวม 7,704.56 ไร่ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขข้อพิพาทเรื่องที่ดินทำกินในเขตป่าอนุรักษ์ ช่วยให้ชาวบ้านอยู่อาศัยและทำกินได้อย่างภาคภูมิใจโดยไม่ต้องหลบซ่อน และพร้อมแปรเปลี่ยนมาเป็นพลังร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐในการดูแลรักษาผืนป่าโดยรอบ
ทั้งนี้ บรรยากาศภายในพิธีจัดขึ้นอย่างสมเกียรติและอบอุ่น โดยมีผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงฯ ตลอดจนข้าราชการและส่วนงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมเป็นสักขีพยานและแสดงความยินดีกับประชาชนในพื้นที่อย่างพร้อมเพรียง นำโดย นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช, นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่, นายปิยพงศ์ ชูวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน, นายกริชสยาม คงสตรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 (เชียงใหม่), นายสมเกียรติ ยอดมาลี ผู้อำนวยการสำนักฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่อนุรักษ์, นางสายสุดใจ ชุนเชาวฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ รวมถึงเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
นางฟิลิปดา พิพัฒน์เกษม ชาวบ้านแม่เลิม หมู่ที่ 2 ต.บ้านเป้า อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ให้ข้อมูลว่า ตนเป็นชาวเขาบ้านอยู่บนดอย ไม่มีไฟฟ้า ประปา ถนนดินก็ไม่ดี ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ก็เข้าไปตรวจสอบก็กลัวจะถูกยึดที่ดินทำกิน จะถูกจับ ไม่รู้ว่าจะโดนเมื่อไหร่ และได้สอบถามไปหลายครั้งจากทางเทศบาลฯ ว่า เมื่อไหร่ไฟฟ้าจะเข้ามา ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าก็ทำให้ไม่สามารถเข้ามาดำเนินการได้ทันที แต่เมื่อได้รับเอกสารสิทธิ์นี้แล้ว ความเป็นอยู่ของชาวบ้านก็จะดีขึ้น ทางเทศบาลฯ ก็บอกว่า สามารถเข้ามาช่วยเหลือและพัฒนาความเป็นอยู่ให้กับชาวบ้านได้ เพราะมีเอกสารสิทธิ์ที่ถูกต้องแล้ว ชาวบ้านก็ดีใจอย่างมาก