“วีระยุทธ” ร่วมเสวนาถกโจทย์ใกญ่เศรษฐกิจไทย กังวลเข้าสู่สภาวะนำเข้าทดแทนผลิต จี้ ยกเครื่องระบบบัญชีนวัตกรรม มอง ไทยช่วยไทยพลัส คิดนโยบายไม่ครอบคลุม
วันที่ 4 กรกฎาคม 2569 นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ร่วมเวทีเสวนา “โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยท่ามกลางวิกฤตโลก” เนื่องในโอกาสครบรอบ 29 ปี สภาการสื่อสารมวลชนแห่งชาติ โดยเป็นการแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยท่ามกลางความผันผวนจากวิกฤตโลก ผ่านมุมมองของตัวแทนจากภาคธุรกิจ ภาควิชาการ และภาคการเมือง ประกอบด้วย นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานหอการค้าไทยและสภาหอการค้าไทย, นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนระหว่างประเทศ, ผศ.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
นายวีระยุทธ ในฐานะตัวแทนจากฝ่ายการเมือง ให้ความเห็นต่อประเด็นเสถียรภาพทางการเมืองจากรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากในปัจจุบันจะส่งผลโดยตรงให้เกิดเสถียรภาพในการขับเคลื่อนนโยบายทำให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโตมากขึ้นหรือไม่ ว่า เสถียรภาพทางการเมืองมีความสำคัญต่อการทำนโยบายเศรษฐกิจแน่นอน แต่ต้องอยู่ในระดับที่เหมาะสม และควรมองถึงปัจจัยว่าอะไรนำไปสู่เสถียรภาพทางการเมืองไทยด้วย เช่น ระบบรัฐธรรมนูญ ฉันทามติของสังคม กลไกราชการ เป็นต้น
...
ขณะเดียวกัน นายวีระยุทธ ยังได้สะท้อนความกังวลต่อสถานการณ์ของภาคการผลิตของไทยว่ากำลังเข้าสู่สภาวะ “การนำเข้าทดแทนการผลิต” จากที่ผ่านมาไทยมุ่งใช้ยุทธศาสตร์ “ผลิตทดแทนการนำเข้า” กล่าวคือเน้นส่งเสริมการลงทุนเพื่อให้เกิดการผลิตทั้งเพื่อใช้บริโภคในประเทศและส่งออกสินค้าที่มีศักยภาพ ดังนั้น เมื่อรัฐบาลทำนโยบายกระตุ้นการบริโภคก็จะช่วยให้ภาคการผลิตฟื้นตัวขึ้นด้วย แต่ทว่าหลังจากปี 2565 หลังช่วงวิกฤติโควิด-19 ไทยได้รับผลกระทบจากการทะลักของสินค้านำเข้าสะท้อนจากการขาดดุลการค้าที่ทะยานสูงขึ้น ตัวเลขการบริโภคภายในประเทศและการผลิตภาคอุตสาหกรรมเดินสวนทางกัน ทำให้แม้จะมีนโยบายกระตุ้นการบริโภคให้ฟื้นตัวก็ไม่อาจทำให้ภาคการผลิตฟื้นตัว
ส่วนการดึงดูดการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ (FDI) นายวีระยุทธ กล่าวว่า นอกจากการดึงดูดในเชิงตัวเลขมูลค่าการลงทุน รัฐบาลควรมียุทธศาสตร์การดึงดูดการลงทุนที่นำมาสู่การสร้างอุตสาหกรรมภายในประเทศได้จริงด้วย พร้อมทั้งเน้นย้ำให้รัฐบาลกำหนดนโยบายอุตสาหกรรมอย่างมียุทธศาสตร์ และทำอย่างต่อเนื่อง คำนึงถึงการเปลี่ยนผ่านควบคู่กัน ไม่ควรมุ่งสู่อุตสาหกรรมใหม่แล้วละทิ้งอุตสาหกรรมปัจจุบัน เช่น ยานยนต์สันดาปที่เป็นแหล่งจ้างงานหลายแสนคน
พร้อมทั้งเสนอว่า รัฐบาลยังสามารถใช้การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐมาใช้ในการสร้างอุตสาหกรรมภายในประเทศ ซึ่งเป็นกลไกที่หลายประเทศใช้แล้วได้ผล สามารถพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศกลายเป็นแหล่งรายได้ใหม่ได้สำเร็จ สำหรับประเทศไทยก็มีความพยายามใช้กลไกนี้ผ่านการสนับสนุนให้หน่วยงานรัฐจัดซื้อผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นทะเบียนใน “บัญชีนวัตกรรม” แต่กลับไม่ได้ผลลัพธ์ดังที่คาดหวังไว้ เนื่องจากกระบวนการตรวจสอบ กำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการขึ้นบัญชีนวัตกรรมที่ใช้ในปัจจุบันไม่ได้เอื้อต่อการกระตุ้นการผลิตนวัตกรรมใหม่ๆ กลับกลายเป็นช่องทางให้ผู้ประกอบการนำสินค้าที่มีการเปลี่ยนแปลงการผลิตเพียงเล็กน้อย เช่น เสาไฟ โคมไฟส่องสว่าง มาขึ้นบัญชีเพื่อรับประโยชน์จากข้อกำหนดจัดซื้อผลิตภัณฑ์ในบัญชีนวัตกรรมเท่านั้น ทำให้นวัตกรรมไทยจำนวนหนึ่งไม่ได้ถูกนำไปใช้หรือได้รับการสนับสนุนเท่าที่ควร
ในช่วงท้ายผู้ร่วมงานได้ตั้งคำถามถึงสิ่งที่อยากเห็นจากรัฐบาลในช่วงครึ่งปีหลัง นายวีระยุทธ สะท้อนว่าต้องการเห็นการออกแบบนโยบาย ตั้งโจทย์ให้ชัดเจนและลงรายละเอียดคิดอย่างรอบด้าน โดยยกตัวอย่าง โครงการไทยช่วยไทยพลัส ที่กำหนดเงื่อนไขไม่ให้ร้านค้าที่จดทะเบียนนิติบุคคลอยู่ในระบบภาษีมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี เข้าร่วมโครงการ แม้จะเป็นผู้ประกอบการรายเล็กที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติพลังงาน แต่กลับไม่ได้รับความช่วยเหลือที่ได้สัดส่วน สะท้อนการออกแบบนโยบายที่ไม่ได้คิดครอบคลุมทั้งในเชิงเป้าหมายและรายละเอียด.