โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เคลียร์ปมวิสัยทัศน์ “อภิสิทธิ์” มุ่งปฏิรูประบบงบประมาณเพื่อความยั่งยืน ไม่ใช่การล้มล้างสิทธิข้าราชการ หลังถูกนำไปบิดเบือนหวังผลประโยชน์ทางการเมือง
วันที่ 4 กรกฎาคม 2569 นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ชี้แจงถึงกรณีที่มีสำนักข่าวนำข้อความไปบิดเบือนกับเนื้อหาการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จากการอภิปรายของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โดยยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญกับสวัสดิการของบุคลากรภาครัฐและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศมาโดยตลอด
นายพงศกร กล่าวต่อไปว่า โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องการปรับสวัสดิการ สิทธิรักษาพยาบาล และบำนาญของข้าราชการ สิ่งที่นายอภิสิทธิ์ ได้อภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร เป็นการเสนอแนะวิสัยทัศน์ด้วยความปรารถนาดี โดยมองว่าการจะไปเปลี่ยนแปลงสิทธิของข้าราชการในปัจจุบันที่พวกเขาได้ตัดสินใจมารับราชการตั้งแต่วันแรก ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรม แต่เพื่อเป็นการวางรากฐานและประหยัดงบประมาณของประเทศในระยะยาว จึงได้เคยเสนอแนวคิดในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ควรคิดค้น “ระบบใหม่สำหรับผู้ที่จะเข้ามารับราชการในอนาคต” ซึ่งน่าเสียดายที่แนวคิดเชิงสร้างสรรค์นี้ไม่ได้มีการสานต่อในรัฐบาลชุดต่อๆ มา
“ในการอภิปรายของท่านอภิสิทธิ์ ก็ไม่ได้มีการพูดว่าจะตัดบำนาญของข้าราชการเลย หากแต่มีการนำไปบิดเบือนเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง และพวกเราไม่ได้นิ่งเฉย เราได้ให้ความคิดและข้อสังเกตไว้ในคณะรัฐมนตรีแล้ว และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหลังจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะนำแนวคิดนี้ไปพัฒนาต่อยอด เพื่อสร้างระบบที่เป็นธรรมและยั่งยืนกับทุกฝ่าย”
...
นอกจากนี้ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ยังได้สะท้อนมุมมองเชิงสร้างสรรค์เกี่ยวกับการจัดทำงบประมาณในภาพรวม โดยระบุว่า การลงทุนของประเทศไม่ควรพึ่งพาเพียงงบประมาณแผ่นดินอย่างเดียว แต่ต้องมุ่งเน้นการหารายได้เพิ่มและการร่วมทุนกับภาคเอกชน (PPP) ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์มีความห่วงใยต่อการกู้เงินล่าสุด 400,000 ล้านบาท ซึ่งครึ่งหนึ่งถูกนำไปใช้ในโครงการแจกเงิน ส่วนอีกครึ่งหนึ่งกลับเป็นเพียงการส่งเสริมการนำเข้าโซลาร์เซลล์และยานยนต์ไฟฟ้า ในขณะที่โครงการใหญ่อย่าง Land Bridge มูลค่า 1 ล้านล้านบาท ก็ยังไม่มีความคืบหน้าที่คุ้มค่า สะท้อนว่าประเทศกำลังติดหล่มงบประมาณที่บานปลาย และรอคอยการสะสางอย่างจริงจังเพื่อนำเงินภาษีของประชาชนไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ขณะที่ในแง่ของความปลอดภัยในชีวิตของประชาชน นายพงศกร แสดงความห่วงใยต่อพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อภัยพิบัติ ว่า ในฐานะที่เคยลงพื้นที่ช่วงน้ำท่วมหาดใหญ่ ก็มีความคาดหวังที่จะให้รัฐบาลได้ลงทุนเพื่อป้องกันภัยพิบัติอย่างเร่งด่วน ไม่ใช่ให้ประชาชนต้องรอคอยรับเงินเยียวยา เพราะเมื่อถึงวันนั้นก็ถือว่าประเทศไทยและพี่น้องประชาชนได้เกิดความสูญเสียขึ้นแล้ว ที่สำคัญที่สุด หากไม่มีแผนการดำเนินการอะไร รัฐบาลปล่อยไปเช่นนี้จะทำให้กระทบกับสิทธิของผู้พิการ ผู้สูงอายุ และเด็กอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จนสุดท้ายรัฐบาลต้องใช้วิธีการกู้อีก หรือขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มทำให้ประชาชนเดือดร้อนเป็นวงกว้าง.