รัฐบาลยกระดับปราบสินค้าผิดกฎหมายสรรพสามิตต่อเนื่อง คดี “บุหรี่เถื่อน” มากที่สุด เผยรอบ 9 เดือน ปีงบประมาณ 2569 จับเกือบ 3 หมื่นคดี ค่าปรับรวม 4.2 พันล้านบาท เฉพาะ มิ.ย. จับแล้ว 3,104 คดี 


วันที่ 4 กรกฎาคม 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้ายกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามสินค้าผิดกฎหมายสรรพสามิตอย่างเข้มงวดทั่วประเทศ หลังพบว่า “บุหรี่เถื่อน” ยังคงเป็นสินค้าผิดกฎหมายอันดับ 1 และมีแนวโน้มถูกลักลอบนำเข้าและกระจายผ่านเครือข่ายที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ทั้งการใช้พื้นที่ชายแดน เส้นทางลำเลียงทางธรรมชาติ รวมถึงการใช้บ้านพักหรือบ้านเช่าเป็นสถานที่พักสินค้าเพื่อรอการกระจายสู่ผู้จำหน่ายรายย่อย ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ภาษีของรัฐ ผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมาย และความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ

นางสาวพลอยทะเล กล่าวต่อไปว่า ผลการปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายสรรพสามิตทั่วประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 รอบ 9 เดือน (ตุลาคม 2568 - มิถุนายน 2569) กรมสรรพสามิตสามารถจับกุมคดีได้รวม 29,411 คดี คิดเป็นค่าปรับกว่า 817.01 ล้านบาท และมีประมาณการค่าปรับรวมกว่า 4,282.14 ล้านบาท 

เฉพาะเดือนมิถุนายน 2569 สามารถจับกุมคดีได้รวม 3,104 คดี คิดเป็นค่าปรับกว่า 73.63 ล้านบาท โดยพบว่าคดียาสูบมีจำนวนสูงที่สุดถึง 1,993 คดี หรือคิดเป็นประมาณ 64% ของคดีทั้งหมด ซึ่งแสดงให้เห็นว่าปัญหาบุหรี่เถื่อนยังคงเป็นความท้าทายสำคัญของการบังคับใช้กฎหมายสรรพสามิตในปัจจุบัน และจากคดีสำคัญที่ตรวจพบในเดือนมิถุนายน พบว่าพื้นที่เฝ้าระวังหลักยังคงอยู่ในจังหวัดชายแดนและจังหวัดที่เป็นเส้นทางลำเลียงสำคัญ โดยเฉพาะภาคใต้

...

“จากข้อมูลการจับกุม พบพฤติกรรมของขบวนการลักลอบสินค้าหนีภาษีมีความเป็นระบบมากขึ้น โดยมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการกระทำผิดเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งจุดเก็บสินค้า หรือการใช้พื้นที่เสี่ยงตามแนวชายแดนเป็นจุดลำเลียงสินค้าเข้าสู่ประเทศ รัฐบาลเน้นย้ำให้บูรณาการการปราบปรามด้านข้อมูล การข่าว และการปฏิบัติการร่วมกันจากหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานด้านความมั่นคง กรมศุลกากร และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสกัดกั้นขบวนการลักลอบนำเข้าและจำหน่ายสินค้าผิดกฎหมายตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง อันจะช่วยลดความเสียหายทางเศรษฐกิจ สร้างความเป็นธรรมในระบบภาษี และคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม”