“โรม” นำ กมธ.กฎหมาย ลงพื้นที่ทับลาน  ยันชาวบ้านอยู่ก่อนป่า เล็งดัน “นิรโทษกรรมคดีที่ดิน” ด้าน “เลาฟั้ง”  วอนสังคมเข้าใจถูกจุด ชี้ชาวบ้านรับเคราะห์กว่า 3 หมื่นคน


วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน ได้นำคณะกรรมาธิการลงพื้นที่ เพื่อรับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนในพื้นที่ถึงกรณีการเพิกถอนอุทยานแห่งชาติทับลาน เพื่อคืนที่อยู่อาศัยให้กับประชาชน


โดยประชาชนในพื้นที่ได้สะท้อนว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นเป็นผลมาจากการประกาศแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลานในปี 2524 โดยการประกาศแนวเขตดังกล่าวขาดการสำรวจว่าพื้นที่ดังกล่าวมีประชาชนตั้งรกรากอาศัยอยู่ก่อนหน้าแล้ว ซึ่งมีทั้งหลักฐานทะเบียนบ้านและเอกสารต่าง ๆ จากหน่วยงานรัฐ การประกาศเขตอุทยานแห่งชาติทับลานที่ทับซ้อนกับพื้นที่อยู่อาศัยของประชาชน ทำให้การก่อสร้างต่าง ๆ ถูกสั่งรื้อถอน จนเกิดการต่อสู้คดีที่ทำให้ประชาชนในพื้นที่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายกันจนถึงทุกวันนี้ และทำให้ประชาชนกังวลว่าจะไม่มีที่อยู่อาศัย พร้อมทั้งส่งผลต่อเศรษฐกิจในพื้นที่


กระทั่งมาในปี 2543 มีการปรับปรุงแนวเขตใหม่โดยเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ ซึ่งประชาชนในพื้นที่มองว่าเป็นการวางแนวเขตที่ถูกต้อง เพราะไม่กระทบต่อที่อยู่อาศัยของประชาชนที่อยู่ก่อนหน้า


สำหรับกระแส #Saveทับลาน ที่เกิดขึ้นนั้น ประชาชนในพื้นที่เข้าใจว่าเกิดจากการชี้นำของข้าราชการบางกลุ่มที่ไม่เคยลงมาสำรวจในพื้นที่ ว่าพื้นที่ดังกล่าวไม่มีสภาพความเป็นป่ามาตั้งแต่ก่อนที่จะประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติในปี 2524 จนอาจทำให้เกิดความเข้าใจว่าการเพิกถอนพื้นที่อุทยานนั้นเป็นการเปิดช่องให้มีนายทุนเข้ามาตักตวงผลประโยชน์จากพื้นที่อุทยาน

...


นอกจากนี้ ในการรับฟังความคิดเห็น ได้มีตัวแทนจากหน่วยงานราชการเข้าร่วมแสดงความเห็น โดยตัวแทนอดีตผู้ตรวจการแผ่นดินเปิดเผยว่า เคยลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับประชาชน โดยมีเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมให้ข้อมูล ก่อนที่จะมีคำวินิจฉัยว่า แนวเขตที่ควรใช้เป็นแนวอ้างอิงคือแนวสำรวจเมื่อปี 2543 ซึ่งได้แยกพื้นที่ป่าออกจากพื้นที่ชุมชนไว้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม แนวเขตดังกล่าวยังไม่ได้รับการแก้ไขในพระราชกฤษฎีกาประกาศอุทยานแห่งชาติ จึงทำให้ยังคงมีการดำเนินคดีกับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เดิม พร้อมระบุว่า กระแสคัดค้านการปรับแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลานอาจเกิดจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับข้อเท็จจริงของพื้นที่ โดยยืนยันว่าประชาชนจำนวนมากอาศัยอยู่มาก่อนการประกาศอุทยาน และหากมีข้อโต้แย้งก็พร้อมนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ข้อเท็จจริง


หลังจากการรับฟังความคิดเห็น นายรังสิมันต์กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการติดตามปัญหาสิทธิในที่ดินและสิทธิชุมชน โดยมีเป้าหมายเพื่อรับฟังข้อเท็จจริงจากประชาชน ซึ่งได้นำเอกสารและพยานหลักฐานมายืนยันว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นการบุกรุกป่าตามที่สังคมบางส่วนเข้าใจ แต่มีสาเหตุมาจากความผิดพลาดในการกำหนดแนวเขตอุทยาน จนทำให้หมู่บ้านและพื้นที่อยู่อาศัยของประชาชนที่อยู่มาก่อนถูกประกาศทับซ้อน และกลายเป็นผู้กระทำผิดตามกฎหมาย

ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงข้อพิพาทเรื่องที่ดิน แต่ทำให้ประชาชนจำนวนมากต้องเผชิญคดีความและภาระค่าปรับ โดยระหว่างการลงพื้นที่ยังมีชาวบ้านนำหลักฐานการชำระค่าปรับตามคำพิพากษาของศาลมาแสดงให้คณะกรรมาธิการรับทราบ พร้อมระบุว่า ปัญหาครอบคลุมพื้นที่ราว 200,000 ไร่ และส่งผลกระทบต่อประชาชนกว่า 30,000 คน ซึ่งไม่ควรปล่อยให้ผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เดิมต้องตกเป็นผู้กระทำผิดกฎหมาย


นายรังสิมันต์กล่าวต่อว่า คณะกรรมาธิการจะรวบรวมข้อเท็จจริงทั้งหมด ก่อนบรรจุเรื่องเข้าสู่การพิจารณาในเดือนสิงหาคม พร้อมเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจงและเสนอแนวทางแก้ไข เนื่องจากเห็นว่าปัญหาที่ยืดเยื้อมานานกว่า 40 ปี ไม่ควรปล่อยให้ดำเนินต่อไป เพราะจะยิ่งสร้างผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่


นายรังสิมันต์ยังกล่าวว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือประชาชนในกลุ่มที่ยังไม่มีแนวทางรองรับอย่างชัดเจน ซึ่งมีอยู่กว่าพันคน และหากไม่มีการแก้ไขอย่างรอบด้าน อาจนำไปสู่การสูญเสียที่อยู่อาศัยของประชาชนครั้งใหญ่ พร้อมเห็นว่ารัฐมีหน้าที่สร้างหลักประกันด้านที่อยู่อาศัยและความมั่นคงในชีวิตให้กับประชาชน ไม่ใช่ทำให้ประชาชนต้องอยู่ในภาวะหวาดระแวงว่าจะสูญเสียบ้านของตนเอง


สำหรับแนวทางการแก้ไข นายรังสิมันต์กล่าวว่าจะผลักดันการออกกฎหมายนิรโทษกรรม เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากคดีที่เกี่ยวข้องกับการประกาศแนวเขต เนื่องจากกรรมาธิการไม่มีอำนาจเข้าไปแทรกแซงกระบวนการพิจารณาคดีของศาลโดยตรง พร้อมยืนยันว่าจะนำข้อเท็จจริงที่ได้รับจากการลงพื้นที่สื่อสารต่อสังคม และเดินหน้าผลักดันให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม โดยย้ำว่าคณะกรรมาธิการพร้อมทำหน้าที่อย่างเต็มที่เพื่อคืนความเป็นธรรมให้กับประชาชน


ด้าน นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า ปัญหากรณีอุทยานแห่งชาติทับลานไม่ได้อยู่ที่การกำหนดแนวเขตเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการสื่อสารที่ทำให้สังคมเข้าใจคลาดเคลื่อน โดยเฉพาะกระแส #Saveทับลาน ที่ทำให้หลายฝ่ายเข้าใจว่าการเพิกถอนแนวเขตอุทยานเป็นการคืนพื้นที่ป่าให้ผู้บุกรุก ทั้งที่ข้อเท็จจริงจากการลงพื้นที่พบว่า พื้นที่ส่วนใหญ่ไม่มีสภาพเป็นป่าแล้ว แต่เป็นชุมชนและพื้นที่ทำกินของประชาชนที่อาศัยอยู่มาก่อนการประกาศอุทยาน


โดยประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ตั้งถิ่นฐานดั้งเดิม ขณะที่อีกส่วนหนึ่งเข้ามาอยู่อาศัยตามนโยบายด้านความมั่นคงของรัฐ จึงไม่ใช่ผู้บุกรุกป่า และบางรายยังได้รับการจัดสรรที่ดินจากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) แล้ว พร้อมยืนยันว่าแนวเขตปี 2543 ไม่ใช่แนวเขตที่ชาวบ้านกำหนดขึ้นเอง แต่เป็นแนวเขตที่หน่วยงานของรัฐสำรวจและกำหนดไว้ ซึ่งต่อมาได้รับการรับรองในมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2566 ให้ใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแนวเขตอุทยาน


นายเลาฟั้งกล่าวต่อว่า สำหรับแนวทางการแก้ไขนั้น ประเด็นสำคัญอยู่ที่การเลือกใช้เครื่องมือทางกฎหมายในการบริหารจัดการพื้นที่ โดยพื้นที่ที่อยู่ในเขต ส.ป.ก. เดิมไม่น่าจะมีปัญหา ส่วนพื้นที่นอกเขต ส.ป.ก. ก็ควรให้ ส.ป.ก. เข้ามาดำเนินการ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า การเสนอให้ใช้มาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ ที่เปิดช่องให้อุทยานสามารถให้การอนุญาตต่อประชาชนในการเข้ามาใช้ประโยชน์ในพื้นที่ได้ อาจสะท้อนถึงความไม่เชื่อมั่นต่อกลไกของ ส.ป.ก.


นายเลาฟั้งกล่าวทิ้งท้ายว่า ขณะนี้ยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าพื้นที่ประมาณ 200,000-260,000 ไร่ เป็นพื้นที่ป่าทั้งหมด จนก่อให้เกิดความขัดแย้งในสังคม ดังนั้น สิ่งที่ควรดำเนินการคือการพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้ชัดเจนว่าพื้นที่ดังกล่าวมีสภาพเป็นป่าจริงหรือไม่ ก่อนจะพิจารณาเลือกใช้กลไกทางกฎหมายที่เหมาะสมในการแก้ไขปัญหา พร้อมย้ำว่าไม่ควรปล่อยให้คดีความเพียงกว่า 500 คดี กลายเป็นอุปสรรคต่อสิทธิของประชาชนกว่า 30,000 คน และทุกกรณีควรได้รับการตรวจสอบอย่างเป็นธรรม